เนชั่นทีวี

Business

ปังกว่าคนละครึ่ง! ส.อ.ท. ชี้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยลดค่าครองชีพ เตือนรัฐอย่าชะล่าใจ

28 พ.ค. 2569 | natthanan_chu

ปังกว่าคนละครึ่ง! ส.อ.ท. ชี้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยลดค่าครองชีพ เตือนรัฐอย่าชะล่าใจ

ปังกว่าคนละครึ่ง! ส.อ.ท. ชี้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยลดค่าครองชีพ เตือนรัฐอย่าชะล่าใจ จีดีพีในประเทศยังอ่อนแอ ต้องแก้โครงสร้างยั่งยืน

ปังกว่าคนละครึ่ง! ส.อ.ท. ชี้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยลดค่าครองชีพ เตือนรัฐอย่าชะล่าใจ จีดีพีในประเทศยังอ่อนแอ ต้องแก้โครงสร้างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • หนุนจีดีพีโตพุ่ง 0.5%: ส.อ.ท. ประเมินโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" (รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) มีประสิทธิภาพสูงกว่าคนละครึ่งในอดีต คาดอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนกระตุ้น GDP ได้ถึง 0.2–0.5% ตลอด 4 เดือน

 

 

  • ชุบชีวิตเศรษฐกิจฐานราก: มาตรการนี้ช่วยกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด และกลุ่มเดลิเวอรี ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการจับจ่ายท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพและเงินเฟ้อ

 

 

  • จี้รัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง: แม้ GDP ไตรมาสแรกโต 2.8% แต่พึ่งพาแค่ส่งออกและ FDI หวั่นกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ แนะรัฐเร่งกระตุ้นลงทุนเอกชนและดึงท่องเที่ยวพรีเมียมควบคู่กัน

28 พฤษภาคม 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ว่าเป็นมาตรการที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

 

 

 

นายเกรียงไกร ชี้ว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และการกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าจำเป็น โดยเชื่อว่าเมื่อประชาชนรับรู้ถึงภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เกิดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ

 

ปังกว่าคนละครึ่ง! ส.อ.ท. ชี้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยลดค่าครองชีพ เตือนรัฐอย่าชะล่าใจ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

 

ปังกว่าคนละครึ่ง! ส.อ.ท. ชี้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยลดค่าครองชีพ เตือนรัฐอย่าชะล่าใจ

 

 

 

นายเกรียงไกร ระบุ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงส่งต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ราว 0.2–0.3% และอาจขยับขึ้นได้ถึง 0.5% หากการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็นแรงกระตุ้นที่สูงกว่าโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมที่เคยช่วยหนุนเศรษฐกิจราว 0.1–0.2%

 

 

"กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดสำคัญของมาตรการนี้ไม่ใช่เพียงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงที่ยังเผชิญความกังวลจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนมีผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของประชาชน" นายเกรียงไกร เผย

 

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับภาคธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกในชุมชน ร้านค้ารายย่อย และตลาดสด ซึ่งเป็นช่องทางที่เม็ดเงินสามารถกระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกัน ภาคบริการและธุรกิจเดลิเวอรีมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยมสั่งซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ในภาคการผลิต โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค มีโอกาสได้รับออเดอร์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้โครงการไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ดี แต่ยังเป็นเพียงการจุดชนวนให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักด้านอื่นยังจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่กันไป เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตในระยะยาว

 

“แม้จีดีพีไตรมาสแรกของปีจะเติบโต 2.8% แต่หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตยังพึ่งพาภาคการส่งออกและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ผ่าน BOI ของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เป็นหลัก ขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ” นายเกรียงไกร กล่าว

 

 

นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนเพื่อสร้างงานและรายได้ใหม่ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมและอีเวนต์คุณภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ ทดแทนจำนวนนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคัดกรองวีซ่าที่เข้มงวดขึ้นด้านความมั่นคง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยยังคงมีแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องในระยะต่อไป

 

 


#ไทยช่วยไทยพลัส #สอท #กระตุ้นเศรษฐกิจ #จีดีพี #GDPไทย #ลดค่าครองชีพ #ร้านค้ารายย่อย #เศรษฐกิจฐานราก