แผนปฏิบัติการระทึก ช่วยทหารอเมริกัน ถูกสอย F-15 ร่วงในอิหร่าน
06 เม.ย. 2569

แผนปฏิบัติการช่วยทหารอเมริกันที่อันตรายที่สุด หลังเครื่องบิน F-15 ถูกสอยตกในอิหร่าน ต้องทำลายเครื่องบินทิ้ง 2 ลำ ป้องกันอิหร่านเข้าถึงเทคโนโลยี-ข้อมูลสำคัญ
ข่าว
06 เม.ย. 2569

แผนปฏิบัติการช่วยทหารอเมริกันที่อันตรายที่สุด หลังเครื่องบิน F-15 ถูกสอยตกในอิหร่าน ต้องทำลายเครื่องบินทิ้ง 2 ลำ ป้องกันอิหร่านเข้าถึงเทคโนโลยี-ข้อมูลสำคัญ
6 เมษายน 2569 จากเหตุการณ์ ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย หน่วยรบพิเศษต้องเร่งช่วยเหลือทหารอเมริกัน 2 นาย ที่ติดอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของอิหร่าน หลังจากเครื่องบิน F-15E สไตรก์ อีเกิล (F-15E Strike Eagle) มูลค่า 80 ล้านดอลลาร์ ของสหรัฐ ตกด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านเมื่อวันศุกร์ (3 เมษายน 2569) ทำให้นักบินและเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ หรือ WSO (Weapon Systems Officer) ที่เรียกกันว่า "วิซโซ่" ที่นั่งอยู่ด้านหลังนักบิน ต้องดีดตัวออกจากเครื่องบินในบริเวณพื้นที่ทางตะวันตกของอิหร่าน นักบินได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แต่ วิซโซ่ ที่ถูกระบุเพียงว่า "นาวาอากาศโท" ไม่สามารถค้นหาได้ในทันที
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย วิซโซ่ ผู้นี้ มีเพียงปืนพกติดตัว และบาดเจ็บที่ขา ได้ปีนขึ้นไปบนสันเขาสูง 7,000 ฟุต ก่อนจะซ่อนตัวอยู่ในรอยแตกของหิน เพื่อหลบหนีชนเผ่าท้องถิ่น ที่ถือปืน AK47 หลังจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน ได้เสนอเงินรางวัลเทียบได้ 66,000 ดอลลาร์ ให้แก่ผู้ที่สามารถนำตัวเขาไปส่งให้ทางการ ซึ่งคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียล มีเดีย แสดงให้เห็น ชายกลุ่มหนึ่งกำลังลาดตระเวนอยู่บนภูเขาและโบกธงชาติอิหร่าน โดยคนหนึ่งบอกกับกล้องว่า "ไม่ต้องห่วง เราจะหาพวกเขาเจอ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า"
สำหรับวิซโซ่ เขาได้ผ่านการฝึกฝนการเอาชีวิตรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบเลี่ยง (Survival, Evasion, Resistance, and Escape) หรือ SERE ขณะที่สำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA ได้เริ่มปฏิบัติการหลอกลวง โดยใช้สายข่าวในท้องถิ่นและวิธีการอื่นๆ เพื่อกระจายข่าวว่า เขาถูกพบตัวแล้ว และกำลังถูกพาออกจากอิหร่านด้วยขบวนรถภาคพื้นดิน และยังติดต่อชาวบ้านในพื้นที่ ที่คาดหวังว่าจะให้ความช่วยเหลือได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คอยสนับสนุนระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่เรียกว่า "UAR" (Unconventional Assisted Recovery) คือ ปฏิบัติการกู้ภัยรูปแบบพิเศษที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมักใช้ในทางทหารเพื่อช่วยเหลือกำลังพลหรือบุคลากรสำคัญที่ติดอยู่ในพื้นที่ศัตรู
ขณะเดียวกัน หน่วยรบพิเศษที่นำโดยหน่วยพลร่มกู้ภัย (Pararescuemen) หรือ PJ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่เชี่ยวชาญด้านการค้นหาและกู้ภัยในสมรภูมิรบ หรือ CSAR (Combat Search and Rescue) ได้เข้าปฏิบัติการกู้ภัยหลังจากที่ยืนยันตำแหน่งของ วิซโซ่ ได้อย่างแม่นยำ โดย CIA ที่ส่งไปยังเพนตากอน ซึ่งไม่มีการเปิดเผยพื้นที่ที่พบตัว วิซโซ่ แต่มี 2 จังหวัดที่เป็นไปได้ คือ จังหวัดจังหวัดโคห์กิลูเยห์และโบเยอร์-อาหมัด กับจังหวัดคูเซสถาน แต่การติดต่อสื่อสารกับ วิซโซ่ ไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากเขาพยายามหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับโดยกองกำลังอิหร่าน
อิสราเอล ให้ความช่วยเหลือโดยการโจมตีเป้าหมายมากกว่า 120 แห่ง ทำให้เกิดการยิงคุ้มกันอย่างครอบคลุม ส่วนสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดและเปิดฉากยิงใส่ขบวนรถทหารของอิหร่าน เพื่อเปิดทางให้กับ "หนึ่งในภารกิจที่ท้าทายและซับซ้อนที่สุด ในประวัติศาสตร์ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ" ที่มีอยู่หลายทีมบนเฮลิคอปเตอร์ "เอชเอช-60 ดับเบิลยู กรีน ทู จอลลี่ กรีน ทู" (HH-60W Jolly Green II) บินไปยังตำแหน่งเป้าหมายที่ได้รับการยืนยันแล้ว รวมถึงหน่วยคอมมานโดจากหน่วย "ซีลทีม ซิกซ์ 6" (Navy SEAL Team 6) ของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นหน่วยรบในตำนานที่สังหารโอซามา บิน ลาเดน ในปี 2554
ภารกิจครั้งนี้ อาศัยการยืนยันตัวตนของวิซโซ่จาก "ไอโซเพรพ" (ISOPREP) หรือ เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล ที่รวบรวมข้อมูลสำคัญของบุคลากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกแยกตัว (Isolated Personnel) ซึ่งมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่จะรู้คำตอบ และเอกสารนี้ อยู่ในความดูแลของหน่วยข่าวกรองของหน่วยที่เขาสังกัด มีรูปถ่าย ลายนิ้วมือ และข้อมูลส่วนบุคคล ที่ถูกส่งต่อให้กับผู้ประสานงานการช่วยเหลือ เพื่อให้สามารถยืนยันตัวตนขั้นสุดท้ายได้ เมื่อได้รับการยืนยันแล้ว เขาได้ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังคูเวตเพื่อเข้ารับการรักษา
แต่ระหว่างนั้น มีเหตุการณ์ระทึก เมื่อเครื่องบินขนส่ง 2 ลำ ที่เข้าร่วมปฏิบัติการ ไปติดอยู่ในทะเลทรายที่ฐานทัพอากาศห่างไกลแห่งหนึ่งในอิหร่าน ทำให้ต้องส่งเครื่องบินอีก 3 ลำ ไปช่วยทั้ง วิซโซ่ และหน่วยรบพิเศษ และจำเป็นต้องทำลายเครื่องบินขนส่ง 2 ลำ ที่ติดอยู่ในทะเลทราย เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านเข้าถึงข้อมูลสำคัญ
ปฏิบัติการเร่งค้นหาและช่วยเหลือ วิซโซ่ ซึ่งเป็นพันเอกของกองทัพอากาศ กลายเป็นภารกิจสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ หลังจากเครื่องบินรบลำนี้ ที่มาจากฝูงบินที่ 48 (48th Fighter Wing out of Royal Air Force) แห่งฐานทัพอากาศเลคเคนฮีธ
ภาพจาก
https://x.com/i/status/2040041438092685570
https://x.com/observer_360_x/status/2039974828199772186
https://x.com/observer_360_x/status/2040687416382546262/photo/1
ข่าวล่าสุด