svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

30 มี.ค. 2569

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0 ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาและมรสุมเศรษฐกิจ

30 มีนาคม 2026 อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระจากสหรัฐอเมริกา เผยบทวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤต ภายใต้รหัสการเคลื่อนไหว "No Kings" ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เพื่อยืนยันหลักการนิติรัฐเหนือตัวบุคคล

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0 อ.กฤษฎา บุญเรือง

 

 

 

 

 

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย การอุบัติขึ้นของมวลชนมักถูกผูกโยงกับภาพลักษณ์ของความโกลาหล ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกาเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 ภายใต้รหัสการเคลื่อนไหว "No Kings" ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่หักล้างวาทกรรมเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

เจาะลึกปรากฏการณ์ "No Kings" 2026: มหาชนอเมริกัน 9 ล้านคนท้าทายอำนาจ Trump 2.0

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่ไม่ใช่เพียงการประท้วงที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่คือการสำแดง "ฉันทามติทางนิติธรรม" ของชาวอเมริกันนับล้านที่ต้องการยืนยันว่า รากฐานของระบอบประชาธิปไตยต้องวางอยู่บนหลักการ (Principles) มิใช่ตัวบุคคล (Personalities)

 

 

1. พลวัตแห่งตัวเลข: สถิติในฐานะเครื่องบ่งชี้ความตื่นรู้ทางสังคม

การชุมนุมครั้งที่ 3 ของขบวนการ No Kings ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกเพียงเพราะจำนวนผู้เข้าร่วมที่สูงถึง 9 ล้านคน แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "คุณภาพของการกระจายตัวเชิงภูมิศาสตร์" (Geographic Distribution) พลังมหาชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงในหัวเมืองหลักที่เป็นฐานเสียงฝ่ายค้านอย่างลอสแอนเจลิสหรือนิวยอร์กซิตี้ แต่ได้แผ่ซ่านครอบคลุมทุกอณูของพื้นที่ 50 รัฐ ผ่านจุดยุทธศาสตร์กว่า 3,300 แห่ง

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ความกังวลต่อแนวทางการใช้อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางอาชีพและฐานะทางสังคม ตั้งแต่เกษตรกรในแถบมิดเวสต์ไปจนถึงบุคลากรสายเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์

การที่ผู้อยู่อาศัยในเขต "Red States" ออกมาชูป้ายข้อความเดียวกับคนใน "Blue States" บนจัตุรัสกลางเมืองหรือสะพานลอยในชนบท

คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าหลักนิติรัฐกำลังถูกมองว่าเป็น "ภัยคุกคามร่วม" (Common Threat) ที่อยู่เหนือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น

 

 

2. สันติวิธีเชิงยุทธศาสตร์: อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของพลเมือง

หัวใจสำคัญที่ต้องบันทึกไว้คือ "ความสงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ" ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมมหาศาลกลับดำเนินไปโดยไร้ซึ่งรายงานการจลาจล การบาดเจ็บรุนแรง หรือเหตุวินาศกรรม สิ่งนี้พิสูจน์ถึง "วุฒิภาวะทางประชาธิปไตย" และการเตรียมการที่ยอดเยี่ยม

 

 

ความสำเร็จนี้มีรากฐานมาจากกระบวนการจัดการของกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ Indivisible และ 50501 ที่นำกลยุทธ์ "Peaceful Discipline" มาใช้ควบคู่กับเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ มีการจัดตั้งอาสาสมัครประสานงานเพื่อลดแรงปะทะในทุกจุดชุมนุม นอกจากนี้การใช้สุนทรียศาสตร์อย่างดนตรีและศิลปะ เช่น การปรากฏตัวของ Bruce Springsteenเพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงของรัฐในอดีต (อาทิ Operation Metro Surge) ได้เปลี่ยนพื้นที่ขัดแย้งให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ ยืนยันว่าเจตจำนงที่ปราศจากอาวุธนั้นมีความขลังและทรงพลังยิ่งกว่าการใช้กำลัง

 

 

3. สายธารแห่งการต่อต้าน: ลำดับเหตุการณ์และพัฒนาการของขบวนการ

ขบวนการ No Kings มีพัฒนาการเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน โดยสะสมความตื่นตัวมาจากเหตุการณ์สำคัญตลอดปี 2025 จนถึงปัจจุบัน ดังนี้: 

-ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2025 แรงขับเคลื่อนระลอกแรกเริ่มขึ้นในการชุมนุม ซึ่งมียอดผู้เข้าร่วมประมาณ 5 ล้านคน โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อคัดค้านการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ที่มินนิโซตา ต่อมาความเชื่อมั่นในระบบบริหารเริ่มสั่นคลอนมากขึ้น นำไปสู่การชุมนุม 

-ครั้งที่ 2 ในวันที่ 18 ตุลาคม 2025 ซึ่งพลังมวลชนขยายตัวขึ้นเป็น 7 ล้านคน เพื่อส่งสัญญาณต้านนโยบายต่างประเทศที่สุ่มเสี่ยงจะนำพาประเทศเข้าสู่สภาวะสงคราม

 

 

 

จนกระทั่งมาถึงจุดสุกงอมในการชุมนุม 

 

-ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ซึ่งถือเป็นครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมสูงถึง 9 ล้านคน โดยเป้าหมายได้ยกระดับจากการตอบโต้รายกรณี ไปสู่ภารกิจเชิงอุดมการณ์คือการปกป้องหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) เพื่อย้ำเตือนว่าสหรัฐอเมริกาถูกสถาปนาขึ้นเพื่อปฏิเสธระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างสิ้นเชิง

 

 

 

4. จากท้องถนนสู่คูหา: ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งกลางเทอม 2026

ความแตกต่างที่สำคัญของการชุมนุมครั้งนี้คือการมี "เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์" ที่ชัดเจน ผู้จัดงานไม่ได้ต้องการเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่เป้าหมายปลายทางคือ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ในเดือนพฤศจิกายน 2026

การชุมนุมเมื่อวานนี้ถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ในการรณรงค์ให้ประชาชนลงทะเบียนเลือกตั้ง (Voter Registration) โดยเฉพาะในรัฐที่เป็นจุดชี้ชะตา (Swing States) ผู้ประท้วงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการเปลี่ยน "พลังบนท้องถนน" ให้กลายเป็น "คะแนนเสียง" เพื่อส่งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบและคานอำนาจฝ่ายบริหารในสภาคองเกรส การเปลี่ยนความอัดอั้นให้เป็นกลไกตามกฎหมายคือเกราะป้องกันประชาธิปไตยที่ยั่งยืนที่สุด

 

 

5. ปฏิทินอุดมการณ์: กิจกรรมต่อเนื่องในเดือนเมษายน

แม้การชุมนุมใหญ่จะผ่านพ้นไป แต่เครือข่าย No Kings ยังคงรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สมรภูมิเลือกตั้ง:

    •    1 เมษายน (Where’s Your Red Line): กิจกรรมสรุปบทเรียนและกำหนดบรรทัดฐานทางสังคมผ่านช่องทางออนไลน์ระดับชาติ
    •    19 เมษายน (The Next Giant Leap): การนัดหมายแสดงพลังครั้งถัดไปโดยตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมที่ 11 ล้านคน เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืนของการเคลื่อนไหว
    •    25 เมษายน และกิจกรรม Say It Saturday: การสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน (Hyper-local activism) เพื่อให้ประเด็นประชาธิปไตยอยู่ในกระแสความสนใจอย่างสม่ำเสมอ

 

 

6. บทสรุป: เจตจำนงพลเมืองในระบอบนิติรัฐ

 

บทเรียนสำคัญจากการชุมนุม "No Kings" คือการเตือนสติผู้ถือครองอำนาจว่า ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยนั้นสถิตอยู่ที่ความยินยอมพร้อมใจของปวงชน การที่พลเมือง 9 ล้านคนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับแนวคิดอำนาจนิยมด้วยความสงบและมีระเบียบวินัย คือชัยชนะทางศีลธรรมที่สำคัญยิ่ง

"No Kings" ไม่ใช่เพียงคำขวัญประท้วง แต่คือคำปฏิญาณร่วมกันของชาวอเมริกันว่า ประเทศนี้จะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าในทิศทางที่สวนทางกับหลักเสรีภาพ พลังที่เห็นในวันนี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองในคูหาเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้รับประทานจากเบื้องบน แต่เป็นสิ่งที่พลเมืองต้องออกมาปกป้องด้วยมือของตนเอง

 

 

 

 

 

“วิกฤตความเชื่อมั่น: รัฐบาล Trump 2.0 ต้นปี 2026”

 

 

นอกจากนี้ อ.กฤษฎา บุญเรือง ยังวิเคราะห์ “วิกฤตความเชื่อมั่น: รัฐบาล Trump 2.0 ต้นปี 2026” อีกว่า

 

 

ส่วนที่ 1: สภาวะผู้นำที่สั่นคลอนและคะแนนนิยมที่ดิ่งลง

 

1. อะไรคือความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง "ความวุ่นวาย" ในสมัยแรก กับ "มรสุม" ในสมัยที่สอง?

    •    คำตอบ: ในสมัยแรก ความวุ่นวายมักเกิดจากการขาดประสบการณ์ แต่ในปี 2026 มรสุมเกิดจาก "ความสุดโต่งที่ตั้งใจ" รัฐบาลขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ขวาจัดที่รุนแรงจนเกิดการปะทะกับโครงสร้างรัฐถาวร (Deep State) อย่างแตกหัก ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ต่ำเป็นประวัติการณ์เพียง 36-38% ต่างจากสมัยแรกที่ฐานเสียงยังมีความหวัง แต่ตอนนี้คือความล้าสะสมจากสภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น

 

2. สุขภาพและวัยเกือบ 80 ปีของประธานาธิบดี กลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างไร?

    •    คำตอบ: ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤต ความเฉียบคมในการตัดสินใจคือหัวใจสำคัญ เมื่อทรัมป์แสดงอาการล้าหรือสื่อสารผิดพลาดผ่านโซเชียลมีเดียถี่ขึ้น มันส่งสัญญาณความอ่อนแอไปยังศัตรูทั่วโลก ว่า "ผู้กุมบังเหียน" มหาอำนาจอันดับหนึ่งกำลังอยู่ในภาวะถดถอยทั้งทางกายภาพและอำนาจการสั่งการ

 

3. ภาวะ "Lame Duck" (เป็ดง่อย) ส่งผลต่ออำนาจภายในพรรครีพับลิกันอย่างไร?

    •    คำตอบ: เมื่อเข้าสู่ปีที่สองของวาระสุดท้าย บารมีของทรัมป์เริ่มเสื่อมถอยตามธรรมชาติของกฎหมายเทอมเดียว นักการเมืองในพรรคเริ่ม "มองข้ามไหล่" ทรัมป์ไปหาผู้นำใหม่สำหรับปี 2028 เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อคะแนนนิยมของเขาเริ่มกลายเป็นตัวฉุดรั้งพรรคก่อนการเลือกตั้ง Midterms ที่กำลังจะมาถึง

 

ส่วนที่ 2: วิกฤตการบริหารราชการและข้อพิพาทภายในประเทศ

4. เหตุใด "365 Wins" ที่รัฐบาลพยายามโฆษณา จึงไม่สามารถซื้อใจประชาชนได้?

    •    คำตอบ: เพรา"ชัยชนะ" ที่รัฐบาลอ้าง (เช่น การฉีกกฎระเบียบหรือปลดข้าราชการ) ไม่สามารถแก้ปัญหา "วิกฤตค่าครองชีพ" ได้จริง ภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่ทรัมป์ใช้เป็นอาวุธหลัก กลับกลายเป็นภาษีที่เก็บจากกระเป๋าคนอเมริกันเองผ่านราคาสินค้าที่พุ่งสูง จนผู้เลือกตั้งกลุ่มอิสระรู้สึกว่า "ชัยชนะของทรัมป์ คือความพ่ายแพ้ของปากท้องพวกเขา"

 

5. บทบาทของ Elon Musk และหน่วยงาน DOGE กำลังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพอย่างไร?

    •    คำตอบ: DOGE ไม่ได้เพียงแค่ลดงบประมาณ แต่กำลังทำลาย "กระดูกสันหลังของรัฐ" การไล่ข้าราชการระดับเชี่ยวชาญออกขนานใหญ่ส่งผลให้การบริการสาธารณะสะดุดและเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง นำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายนับหมื่นคดี เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอนเพราะรื้อระบบเก่าทิ้งแต่ไม่มีระบบใหม่ที่ทำงานได้จริงมาทดแทน 

ความเสียหายของการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในภาครัฐบาลกลางส่วนกลางนั้น ออกอาการบ่อยครั้งมากเช่นอุบัติเหตุในการเดินทางสาธารณะ โรคติดต่อ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความมั่นคง และปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ

 

6. วิกฤต "Sanctuary States" (รัฐเขตปลอดภัย) กำลังนำอเมริกาไปสู่จุดแตกหักระดับใด?

    •    คำตอบ: เข้าสู่ "วิกฤตรัฐธรรมนูญขั้นสูงสุด" การขู่ใช้กองกำลัง National Guard ข้ามเขตอำนาจรัฐเพื่อเนรเทศผู้อพยพ ทำให้เกิดภาพการเผชิญหน้ากันเองระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางและท้องถิ่น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่คือการสั่นคลอนหลักการ "สหพันธรัฐ" ที่เป็นรากฐานของอเมริกามานานกว่า 200 ปี

 

 

เรื่องกรีนแลนด์เป็นสิ่งที่ยุโรปไม่ลืม 

 

เวเนซุเอลาเป็นสัญญาณเตือนภัยให้โลกรู้ว่าอเมริกาคืออันตรายมากระยะนี้

7. ศาลฎีกาได้ตัดสินจำกัดอำนาจการใช้ภาษีศุลกากรแล้ว แต่ทรัมป์เลี่ยงบาลีไปใช้กฎหมายหมวด 122แทน โดยเก็บภาษี 10% 150 วัน ซึ่งกำลังถูกฟ้องโดยอัยการรัฐกว่า 20 รัฐอีกรอบ  จะเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาล Trump 2.0 หากแพ้อีกรอบ?

    •    คำตอบ: รัฐบาลจะเข้าสู่ภาวะ "อัมพาตเชิงนโยบาย" ทันที เพราะทรัมป์วางเดิมพันทั้งหมดไว้ที่ภาษีศุลกากร หากอาวุธนี้ถูกยึดคืน เขาจะไม่มีเครื่องมือในการบีบบังคับคู่ค้าหรือกดดันบริษัทในประเทศ ทำให้คำมั่นสัญญาเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ 

ตอนนี้กำลังปวดหัวเรื่องการต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วกว่า 170,000ล้านดอลล่าร์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตัวเลขขาดดุลงบประมาณอย่างมหาศาล

 

 

ส่วนที่ 3: ความเสื่อมถอยของมหาอำนาจและการจัดระเบียบโลกใหม่

8. การเผชิญหน้ากับ "อิหร่าน" ถือเป็นการหักหลังฐานเสียง "America First" หรือไม่?

    •    คำตอบ: ใช่ สำหรับกลุ่มที่สนับสนุนนโยบายโดดเดี่ยวตัว (Isolationist) การก้าวเข้าสู่สมรภูมิในตะวันออกกลางเพื่อรักษาอิทธิพล ถูกมองว่าเป็นการกลับไปสู่วงจร "Globalist" ที่ทรัมป์เคยด่าทอ ความเสี่ยงนี้อาจนำไปสู่การเสื่อมสลายของมวลชนฝั่งขวาที่รู้สึกว่าอุดมการณ์ของพวกเขาถูกทรยศเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

 

 

ค่าใช้จ่ายทางทหารกำลังเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายนำมาโจมตีทำเนียบขาวในขณะนี้

9. สัญญาณใดที่บ่งบอกว่าโลกเริ่ม "เมินเฉย" และเตรียมจัดระเบียบโลกใหม่โดยไม่มีอเมริกา?

    •    คำตอบ: เห็นได้จากการที่ทั้งพันธมิตร (เช่น ยุโรป, ไทย) และศัตรู (จีน, รัสเซีย) เริ่มทำข้อตกลงทวิภาคีและขยายกลุ่ม BRICS+ อย่างต่อเนื่อง 

การใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อย่างบ้าคลั่งทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น "คู่ค้าที่เอาแน่เอานอนไม่ได้" มากกว่าผู้นำโลกที่พึ่งพาได้

 

10. ในปี 2026 สหรัฐฯ ยังคงสถานะ "มหาอำนาจอันดับหนึ่ง" อยู่หรือไม่?

    •    คำตอบ: ในเชิงอาวุธและกำลังทหาร... ใช่ แต่ในเชิง "อำนาจนำ (Hegemony)" อเมริกาเสื่อมถอยลงอย่างชัดเจน 

การถูกต่อต้านจากรอบทิศสะท้อนว่าโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) อย่างสมบูรณ์ โดยที่สหรัฐฯ เป็นเพียงผู้เล่นรายใหญ่รายหนึ่งที่ถูกมองด้วยความระแวงและไม่ได้รับความเคารพเกรงใจเหมือนในอดีต