เบื้องลึก! สื่อมะกันแฉ ซาอุฯดันหลังสหรัฐฯ ไม่ให้หยุดสงคราม
25 มี.ค. 2569
สื่ออเมริกัน เผย มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้ผลักดันไม่ให้โดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงครามกับอิหร่าน หลังหารือทางโทรศัพท์หลายครั้ง ชี้โอกาสทองเปลี่ยนโฉมตะวันออกกลาง
ข่าว
25 มี.ค. 2569
สื่ออเมริกัน เผย มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้ผลักดันไม่ให้โดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงครามกับอิหร่าน หลังหารือทางโทรศัพท์หลายครั้ง ชี้โอกาสทองเปลี่ยนโฉมตะวันออกกลาง
25 มีนาคม 2569 นิวยอร์ก ไทม์ส (New York Times) รายงานว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หรือที่รู้จักกันในนาม "MBS" ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย ทรงเป็นผู้ผลักดันให้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินหน้าทำสงครามกับอิหร่าน โดยให้เหตุผลว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ-อิสราเอลเป็น "โอกาสครั้งประวัติศาสตร์" ในการเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลาง
รายงานระบุว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์หลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา MBS ทรง "สื่อสาร" กับทรัมป์ว่า เขาต้องผลักดันไปสู่การทำลายรัฐบาลสายแข็งของอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านเป็นภัยคุกคามระยะยาวต่ออ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะกำจัดได้ก็ต่อเมื่อสามารถโค่นรัฐบาลของอิหร่านลงได้
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็มองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามในระยะยาวเช่นกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อิสราเอลอาจมองว่า การที่อิหร่านกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวและติดอยู่ในความวุ่นวายภายใน จนไม่สามารถคุกคามอิสราเอลได้นั้น เป็นเรื่องดี สวนทางกับซาอุดีอาระเบีย ที่มองว่าการเป็นรัฐที่ล้มเหลวของอิหร่าน จะยิ่งเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงและโดยตรง
แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งในรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ ต่างกังวลว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป อิหร่านอาจโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดิอาระเบียรุนแรงยิ่งขึ้น และสหรัฐฯ อาจติดหล่มอยู่ในสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
ผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติซาอุดีอาระเบีย มหาศาลอย่างยิ่ง การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีของอิสราเอลกับสหรัฐฯ ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างมากในตลาดน้ำมันโลก รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์ว่า "ราชอาณาจักรฯ สนับสนุนการแก้ไขความขัดแย้งนี้อย่างสันติมาโดยตลอด แม้กระทั่งก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้นขึ้น" โดยระบุว่ายังคงมีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ และความมุ่งมั่นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า "ความกังวลหลักของเราในวันนี้ คือการปกป้องตนเองจากการโจมตีประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของเราในแต่ละวัน อิหร่านเลือกที่จะใช้กลยุทธ์เสี่ยงอันตรายมากกว่าการแก้ปัญหาทางการทูตอย่างจริงจัง ซึ่งส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีใครได้รับผลกระทบมากไปกว่าอิหร่านเอง"
สำหรับทรัมป์ บางครั้งแสดงท่าทีเหมือนจะเปิดกว้างต่อการยุติสงคราม แต่ MBS แย้งว่า นั่นเป็นความผิดพลาด และทรงเรียกร้องให้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน เพื่อบั่นทอนอำนาจของระบอบการปกครอง
MBS ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองที่ทรงอำนาจตัวจริงของซาอุดีอาระเบีย และปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่อง ได้ชื่อว่า ได้รับความเคารพนับถือจากทรัมป์ และเคยมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา และทรงเป็นคนที่ให้แนะนำว่า สหรัฐฯ ควรพิจารณาส่งกองกำลังเข้าไปในอิหร่าน เพื่อยึดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโค่นอำนาจรัฐบาล
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ได้พิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน แต่ก็มีเสียงเตือนว่า การใช้กำลังทหารทางอากาศ หรือการโจมตีสะเทินน้ำสะเทิงบกโดยนาวิกโยธิน จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง มีแต่ MBS ที่สนับสนุนการปฏิบัติการภาคพื้นดินในการสนทนาทางโทรศัพท์ล่าสุด
มุมมองของซาอุดีอาระเบีย เกี่ยวกับสงครามนั้น ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมากพอๆ กับปัจจัยทางการเมือง นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมพลังงานของภูมิภาคต้องหยุดชะงัก น้ำมันส่วนใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวตต้องผ่านช่องแคบนี้เพื่อไปยังตลาดระหว่างประเทศ
แม้ว่าซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะสร้างท่อส่งน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบ แต่เส้นทางทางเลือกเหล่านั้นก็ถูกโจมตีเช่นกัน นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ว่า MBS อาจทรงต้องการหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ก็ทรงกังวลว่า หากทรัมป์ถอนกำลังออกไปในตอนนี้ ซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่นๆในตะวันออกกลาง ก็จะต้องเผชิญหน้ากับอิหร่านที่ฮึกเหิมและโกรธแค้นเพียงลำพัง และยังมีอำนาจในการปิดช่องแคบฮอร์มุซตามอำเภอใจอีกด้วย
