วิเคราะห์แผน 15 ข้อ "ทรัมป์" ยื่นเงื่อนไขเหล็กให้ "อิหร่าน"
25 มี.ค. 2569 | thunchanok_kul

วิเคราะห์เจาะ "แผนสันติภาพ 15 ประการ" ของ "ทรัมป์" สัญญาใจเพื่อสันติภาพ หรือ คำขาดก่อนกวาดล้างครั้งสุดท้าย?
ข่าว
25 มี.ค. 2569 | thunchanok_kul

วิเคราะห์เจาะ "แผนสันติภาพ 15 ประการ" ของ "ทรัมป์" สัญญาใจเพื่อสันติภาพ หรือ คำขาดก่อนกวาดล้างครั้งสุดท้าย?
25 มีนาคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐฯ เคราะห์แผนสันติภาพของ "ทรัมป์" 15 ข้อ "The Art of the Deal" ระบุว่า
ทั่วโลกต่างจับตาไปที่โทรเลขทางการทูตลับจากวอชิงตันที่ส่งผ่านปากีสถานไปยังกรุงเตหะราน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศสิ่งที่เขามักจะเรียกว่า "The Art of the Deal" ในเวอร์ชันที่เดิมพันด้วยชีวิตคนนับล้านและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก นั่นคือ "แผนสันติภาพ 15 ประการ" ซึ่งเป็น "ทางลงสุดท้าย" (Final Off-ramp) สำหรับอิหร่าน ก่อนที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ กว่า 4,000 นายที่กำลังลอยลำอยู่กลางทะเลจะได้รับคำสั่งบุกเกาะคาร์ก
แม้ในเชิงรายละเอียดจะมีความซับซ้อน แต่โครงสร้างหลัก 15 ข้อของสหรัฐฯ สามารถสรุปสาระสำคัญที่อิหร่านต้อง "จ่าย" และสิ่งที่สหรัฐฯ จะ "ตอบแทน" ได้ดังนี้:
สิ่งที่อิหร่านต้องแลก (The Cost):
1 ยุติโครงการนิวเคลียร์ถาวร: ต้องรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ทั้งหมดและยอมให้ IAEA ตรวจสอบทุกซอกทุกมุม
2 หยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม: ห้ามผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เองเด็ดขาด
3 ระงับขีปนาวุธ 5 ปี: หยุดการพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธนำวิถีทุกประเภท
4 ตัดสายป่านตัวแทน (Proxies): หยุดสนับสนุนทางการเงินและอาวุธแก่ Hezbollah, Houthis และกลุ่มติดอาวุธในอิรัก
5 เปิดช่องแคบฮอร์มุซ: รับประกันความปลอดภัยและการเดินเรือเสรีถาวร
6 ส่งมอบตัวบุคคล: ส่งตัวผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือขนส่งน้ำมันเข้าสู่กระบวนการสากล
7 ถอนกำลังออกจากซีเรียและเยเมน: ลดบทบาททางทหารในภูมิภาคอย่างสิ้นเชิง
8 (ข้ออื่นๆ รวมถึงการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและยุติการโจมตีทางไซเบอร์)
สิ่งที่สหรัฐฯ จะตอบแทน (The Reward):
9. ยกเลิกการคว่ำบาตร: ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินและให้อิหร่านขายน้ำมันในตลาดโลกได้ปกติ
10. ช่วยเหลือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ: สหรัฐฯ จะช่วยสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ Bushehr ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด
11. ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: มาตรการช่วยเหลือทางการเงินเพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกสหรัฐฯ ถล่มในช่วงที่ผ่านมา
12. รับรองความปลอดภัย: สหรัฐฯ จะไม่มุ่งหมายเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime Change) หากอิหร่านทำตามเงื่อนไข
13. การทูตปกติ: รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
14. การเข้าถึงตลาดทุนโลก: ให้อิหร่านกลับเข้าสู่ระบบ SWIFT
15. ความมั่นคงทางอาหารและยา: ยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าจำเป็นทันที
หากมองอย่างเป็นกลาง โอกาสที่แผนนี้จะสำเร็จนั้น "ริบหรี่" ยิ่งนัก เพราะเงื่อนไขที่ให้อิหร่าน "ทิ้ง" อาวุธเชิงยุทธศาสตร์และพันธมิตรในภูมิภาคนั้น เปรียบเสมือนการสั่งให้ระบอบมุลลาห์ปลดอาวุธตัวเองต่อหน้าศัตรูที่เพิ่งถล่มบ้านตนเอง กองกำลัง IRGC (Revolutionary Guard) ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าในเตหะรานมองว่าอาวุธนิวเคลียร์และตัวแทนในภูมิภาคคือ "หลักประกันความอยู่รอด" เดียวที่พวกเขามี การยอมรับดีลนี้จึงอาจหมายถึงจุดจบของอำนาจพวกเขาเอง
อย่างไรก็ตาม "จุดที่เป็นไปได้" เกิดจากความบอบช้ำที่ถึงขีดสุด ขณะนี้เศรษฐกิจอิหร่านกำลังพังทลาย ประชาชนเริ่มลุกฮือจากภาวะอดอยากและการขาดแคลนพลังงาน หากผู้นำสูงสุดมองว่าการรับข้อเสนอคือ "ยาขม" ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ระบอบยังคงอยู่ได้ พวกเขาอาจจะยอมกลืนเลือดเพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร
เราต้องไม่ลืมว่า โดนัลด์ ทรัมป์ คือนักธุรกิจที่เน้นผลลัพธ์ แรงจูงใจหลังแผน 15 ประการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องมนุษยธรรม แต่เป็นเรื่องของ "เศรษฐกิจและการเมือง"
สำหรับประเทศไทย วิกฤตนี้คือดาบสองคม แผน 5 วันที่หยุดยิงช่วยให้เรือขนส่งพลังงานของเรา เช่น เรือมยุรีนารี หรือเรือจากบางจาก มีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ความผันผวนของราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ตราบใดที่ "หมึกยังไม่จรดลงบนสัญญา"
"แผนสันติภาพ 15 ประการ" จึงเป็นเหมือน "คำขาดในคราบสัญญาใจ" มันคือการยื่นขนมปังในมือซ้าย ขณะที่มือขวากำด้ามมีดแน่น
หากภายใน 5 วันนี้ไม่มีสัญญาณตอบรับที่ชัดเจนจากเตหะราน เราอาจจะได้เห็นภาพนาวิกโยธินสหรัฐฯ บุกยึดเกาะคาร์ก และวันนั้น... วิกฤตพลังงานโลกจะเข้าสู่จุดที่มืดมนที่สุดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
อย่างไรก็ตาม อ.กฤษฎา ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมเรื่องอเมริกายื่นเงื่อนไข 15 ประการ ทั้งที่รู้ว่าอิหร่านคงไม่ยอมตกลงดังนี้
สถานการณ์ขณะนี้คือ "การทูตที่ปูทางด้วยกระบอกปืน"
ทรัมป์ กำลังบีบให้เตหะรานที่กำลังสับสนต้องรีบตัดสินใจ ก่อนที่กำลังพลชุดใหญ่ของสหรัฐฯ จะเดินทางถึงจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าจากสงครามทางอากาศเป็นสงครามภาคพื้นดินที่รุนแรงยิ่งขึ้น
ในมิติของ "การอ่านระหว่างบรรทัด" (Between the lines) สถานการณ์ภายในของทั้งสองฝ่ายเต็มไปด้วยความซับซ้อนและการชิงไหวชิงพริบเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจดังนี้:
1. สภาวะสุญญากาศทางอำนาจในเตหะราน
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ วิเคราะห์ว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังตกอยู่ในสภาวะ "โกลาหล" (Chaos) และเผชิญปัญหาใหญ่ในการสื่อสารสั่งการภายใน ปัจจัยสำคัญมาจากสถานะที่ไม่ชัดเจนของผู้นำสูงสุดคนใหม่ มุจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) ซึ่งสร้างความสับสนว่า "ใคร" กันแน่ที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในยามสงคราม สภาวะนี้ทำให้การตอบรับข้อเสนอสันติภาพเป็นไปอย่างล่าช้าและขาดเอกภาพ ส่งผลให้กลุ่มสายแข็งอย่าง IRGC อาจดำเนินนโยบายที่เป็นอิสระหรือขัดแย้งกับฝ่ายบริหารได้
2. สงครามจิตวิทยาเหนือตลาดทุน
ในขณะที่ทรัมป์อ้างความคืบหน้าทางการทูต ฝ่ายอิหร่านกลับมองว่านี่คือ "กับดัก" โดยเชื่อว่าทรัมป์เพียงต้องการสยบความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นโลกที่กำลังวิกฤต (Calm the markets) พร้อมกับ "ซื้อเวลา" เพื่อจัดเตรียมกำลังพลให้พร้อมรบเต็มรูปแบบ การที่ทรัมป์ประกาศว่าการเจรจาเป็นไปได้ด้วยดี จึงถูกมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์เพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจในบ้านตนเองเท่านั้น
3. การเตรียม "ไม้แข็ง" เพื่อปฏิบัติการภาคพื้นดิน
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเคลื่อนไหวทางทหารที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์สันติภาพ นอกจากการส่งนาวิกโยธินแล้ว สหรัฐฯ ยังได้สั่งการให้ส่วนบัญชาการของ กองพลส่งทางอากาศที่ 82 (82nd Airborne Division) พร้อมกองพลน้อยทหารราบอีกหลายพันนายเคลื่อนพลสู่ตะวันออกกลาง
การส่งหน่วยรบระดับ Elite อย่าง 82nd Airborne ซึ่งเชี่ยวชาญการยึดพื้นที่อย่างรวดเร็ว สะท้อนว่าสหรัฐฯ ไม่ได้เตรียมเพียงแค่การโจมตีทางอากาศ แต่กำลังเพิ่มขีดความสามารถสำหรับ "ปฏิบัติการภาคพื้นดิน" (Ground Operations) อย่างเต็มรูปแบบ
หากการทูตล้มเหลวตามแผน 5 วัน เราอาจได้เห็นการบุกจู่โจมยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญหรือเกาะที่เป็นฐานส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพื่อเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในคราวเดียว