ลูกเรือมยุรี นารี เผยวินาทีชีวิต "อิหร่านโจมตี ที่ช่องแคบฮอร์มุซ"
21 มี.ค. 2569
หนึ่งในลูกเรือ "มยุรี นารี" ให้สัมภาษณ์ CNN ถึงสถานการณ์ตึงเครียดและน่าหวาดกลัว ตอนที่ถูกอิหร่านยิงเรือขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ลูกเรือหายไป 3 คน
ข่าว
21 มี.ค. 2569
หนึ่งในลูกเรือ "มยุรี นารี" ให้สัมภาษณ์ CNN ถึงสถานการณ์ตึงเครียดและน่าหวาดกลัว ตอนที่ถูกอิหร่านยิงเรือขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ลูกเรือหายไป 3 คน
21 มีนาคม 2569 หนึ่งในลูกเรือบรรทุกสินค้าของไทย "มยุรี นารี" (Mayuree Naree) ให้สัมภาษณ์ CNN โดยขอใช้นามแฝงว่า "สมุทร" เพื่อความปลอดภัยว่า มันเป็นสิ่งที่เขากลัว แต่การโจมตีก็มา โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ในขณะที่เรือแล่นเข้าไปในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อกว่าสัปดาห์ก่อน แม้จะมีความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งเขาบอกว่า "ผมได้ยินเสียงดังปัง" "มีเสียงปังดัง 2 ครั้งติดกัน ห่างกันประมาณสองวินาที สัญญาณเตือนภัยดังลั่นและควันฟุ้งไปทั่วทุกทางเดิน เรือทั้งลำมืดลงชั่วครู่ ก่อนที่ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินจะทำงาน"
"พอโดนโจมตี เราไม่รู้เลยว่าเสียงปืนมาจากไหน ใครเป็นคนยิง หรือมีเรือรบอยู่แถวนั้นหรือเปล่า ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอก ทุกคนวิ่งตรงไปที่สะพานเดินเรือ" ( (bridge) (พื้นที่ยกสูงขึ้นจากดาดฟ้าเรือ หรือ ห้องหรือสถานีบนเรือสำหรับควบคุมและสั่งการเรือ)
เมื่อไปถึงที่นั่น กัปตันนับจำนวนคน "และพบว่ามีคนหายไป 3 คน" ทั้ง 3 คน อยู่ในห้องเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเพลิงไหม้ หนึ่งในผู้ที่ยังหาไม่พบคือ ชวลิต ไชยวงศ์ ตำแหน่งช่างเครื่อง วัย 35 ปี จากจังหวัดตาก ซึ่งทำงานในทะเลมานานกว่า 10 ปี ซึ่งสุชาวดี มะลิแก้ว ภรรยาของชวลิต ซึ่งแต่งงานกันเมื่อ 5 ปีก่อน ให้สัมภาษณ์ CNN ว่า สามีของเธอมีความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางผ่านช่องแคบนี้
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้แสดงอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก โดยขู่ว่าจะโจมตีเรือจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ ที่แล่นผ่านเส้นทางนี้ และเรือหลายลำก็ถูกโจมตีไปแล้ว ส่งผลให้เรือมยุรี นารี ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ยาว 180 เมตร ติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โดยจอดทอดสมออยู่ใกล้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สุชาวดีให้สัมภาษณ์โดยอ้างคำบอกเล่าของชวลิตในการคุยโทรศัพท์ว่า ขณะที่สงครามกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดรอบด้าน ลูกเรือได้ยินเสียงจรวดดังไปมาอยู่เหนือศีรษะ แต่ปัญหาคือ เขาไม่สามารถมองเห็นได้ว่ามันยิงมาจากทางไหน หรือใครเป็นคนยิง ในช่วงหลายวันก่อนเกิดเหตุโจมตี ชวลิต บอกกับเธอว่า เขาเห็นโดรนลำหนึ่งบินวนเวียนอยู่รอบเรือ "มันเหมือนกับโดรนกำลังสำรวจเรือ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ"
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 บริษัท "พรีเชียส ชิปปิง" (Precious Shipping) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ ได้ตัดสินใจที่จะแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองคันดลา รัฐคุชราตของอินเดีย เพื่อนำเรือเปล่าลำนี้ไปบรรทุกข้าวที่นั่น แม้ในยามสงบ การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซที่แคบนั้น ต้องใช้ทักษะสูง แต่การเดินทางครั้งนี้จะเป็นบททดสอบที่ยากเป็นพิเศษ สำหรับทักษะของกัปตัน
แหล่งข่าวที่มีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทาง เปิดเผยว่า พรีเชียส ชิปปิง ได้สั่งให้กัปตันออกจากจุดจอดเรือประมาณเที่ยงคืน โดยให้แล่นด้วยความเร็วปกติ ปิดไฟที่ไม่จำเป็น และชักธงชาติไทยอย่างเด่นชัด นอกจากนี้ยังสั่งให้กัปตันติดต่อสื่อสารทุก 30 นาทีผ่าน "วอทส์แอปป์" (WhatsApp) รวมถึงรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดการเดินทาง ซึ่งพวกเขาจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 7 โมงเช้า
พรีเชียส ชิปปิง ได้ระบุในแถลงการณ์หลังเกิดเหตุว่า ก่อนออกเดินทาง บริษัทได้ทำการประเมินสถานการณ์อย่างครอบคลุม โดยปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยทางทะเลมืออาชีพ บริษัทประกันภัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จากข้อมูลและคำแนะนำด้านความปลอดภัยทางทะเลที่มีอยู่ในขณะนั้น เรือได้รับการประเมินว่าเหมาะสมที่จะทำการขนส่ง โดยมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม แต่ลูกเรือบางคนก็กลัวที่จะเดินทาง
สมุทรบอกกับ CNN ว่า "ผมไม่แน่ใจนัก แต่ผมคิดว่าพวกเขาเร่งให้เราออกไป เพราะถ้าเรือจอดทอดสมออยู่เฉยๆ มันจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" ... "“พวกเขายังคงพูดว่าต้องการนำเรือออกจากเขตสงครามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ปัญหาคือ การจะออกไปได้ เราต้องแล่นเรือผ่านจุดที่อันตรายที่สุด"
ในการให้สัมภาษณ์กับ CNN ผ่านอีเมล "คาลิด ฮาชิม" กรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ ระบุว่า เนื่องจากเรือลำนี้เช่าเหมาลำตามระยะเวลา "เราจึงสามารถรอได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เราไม่ได้รีบร้อนที่จะนำเรือออกไป แต่ด้วยตำแหน่งของเรือ เรืออาจถูกโจมตีด้วยอาวุธที่ถูกยิงอย่างต่อเนื่อง"
บริษัทได้ให้ลูกเรือทุกคนเซ็น "เอกสารสละสิทธิ์" (Waiver to sign) ซึ่งก็คือ สัญญาทางกฎหมายที่ผู้ลงนามยินยอมสละสิทธิ์เรียกร้อง หรือปล่อยความรับผิดชอบของอีกฝ่ายคือ บริษัท โดยลูกเรือทั้ง 23 คน รับทราบถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้นที่เกี่ยวข้องกับสงครามในภูมิภาค และเข้าใจการตัดสินใจของเจ้านายในการเดินเรือ
สมุทรบอกว่า พวกเขาเรียกประชุมและลูกเรือมีทางเลือกน้อยมาก โดยพื้นฐานแล้ว คุณจะไปหรือไม่ไปกับเรือก็ได้ ซึ่งสุชาวดี บอกว่า สามีของเธอไม่อยากไปเลย แต่เป็นเขาคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น เขาไม่อยากอยู่ที่โรงแรมคนเดียว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าถ้าทีมที่เหลือไป เขาก็จะไปด้วย
ขณะที่เรือกำลังแล่นผ่านช่องแคบ ส่วนท้ายเรือถูกโจมตี ทำให้เกิดไฟไหม้ในห้องเครื่องยนต์ ตามคำสั่งของกัปตัน ลูกเรือสละเรือและอพยพไปยังเรือชูชีพ พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือโอมาน และถูกนำตัวไปยังเมืองคาซับ ซึ่งตั้งอยู่ริมช่องแคบ
สำนักข่าวฟาร์ส (FARS) รายงานอ้างกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านว่า เรือมยุรี นารี ถูกยิงหลังจากไม่สนใจคำเตือนและพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
ส่วนสถานการณ์ของเรือ ฮาชิม กรรมการผู้จัดการบริษัท บอกว่า เรือกำลังลอยเคว้งคว้างเพราะไม่มีไฟฟ้า แรงระเบิดที่ทำให้เรือโคลงเคลงนั้นเกิดขึ้นที่ท้ายเรือ ตรงใต้ห้องเครื่องยนต์
ดังนั้นจึงไม่มีไฟฟ้าบนเรือ นั่นหมายความว่า "ระบบระบุตำแหน่งอัตโนมัติ" (Automatic Identification System) ซึ่งปกติจะส่งสัญญาณเพื่อแจ้งตำแหน่งของเรือ "ไม่ทำงาน"
สุชาวดี บอกว่า เธอคิดถึงสามีทุกวัน ได้แต่รอและสงสัยว่าเมื่อไหร่จะได้เจอเขาอีก เธอแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ผ่านมา 7-8 วันแล้ว และเธออดคิดไม่ได้ว่า เขาบาดเจ็บหรือเปล่า ได้กินอะไรหรือยัง เธอห่วงเขามาก และได้โทรศัพท์ไปสอบถามที่กระทรวงต่างประเทศทุกวัน และได้รับคำตอบว่า "เรายังไม่มีข้อมูลใดๆ ในขณะนี้" ซึ่งเป็นประโยคซ้ำๆ เดิมๆ ทุกวัน
