"ทรัมป์" ฉีกทุกกฎ : สงครามที่จบไม่ลง? กับ 2 ฉากทัศน์
05 มี.ค. 2569
"ทรัมป์" ฉีกทุกกฎ : สงครามที่จบไม่ลง? กับ 2 ฉากทัศน์ ไม่ใช้ "หลักการพาวเวลล์" แต่ใช้ "หลักการทรัมป์"
ข่าว
05 มี.ค. 2569
"ทรัมป์" ฉีกทุกกฎ : สงครามที่จบไม่ลง? กับ 2 ฉากทัศน์ ไม่ใช้ "หลักการพาวเวลล์" แต่ใช้ "หลักการทรัมป์"
5 มีนาคม 2569 บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการข่าวที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ระบุถึง “จุดแข็ง และ จุดอ่อน ของตำราสงคราม โดนัลด์ ทรัมป์” โดยอธิบายเอาไว้น่าสนใจหลายประเด็น ดังนี้
1.ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งแม่นยำและสร้างความสูญเสียใหญ่หลวงในช่วงแรกให้กับอิหร่าน ถึงขั้นสูญเสียผู้นำสูงสุด ถูกวิจารณ์อย่างหนัก
- ขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ
- ทำลายความเชื่อมั่นในการเจรจา ทั้งที่ตัวเองเป็นหัวหอกในการเจรจาอย่างน้อย 3 ครั้ง
- เป็นคำสั่งโจมตีต่างประเทศที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ
- ไม่เปิดเผยยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่การยุติสงคราม
- ส่งผลทำให้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบนี้จะยาวนานมากกว่าครั้งที่ผ่านมา
2.ตำราสงครามของทรัมป์ ขัดแย้งกับหลักนิยมทางการทหารของสหรัฐฯ ที่ใช้หลายครั้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
- หลักการพาวเวลล์ (Powell Doctrine / พาวเวลล์ ด็อกทริน) คือยุทธศาสตร์ที่ใช้การในทำสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 2533 / สงครามในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2544 / และอิรักเมื่อปี 2546
- สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมือทางการทูต เศรษฐกิจ และการเจรจาทางการเมืองให้ได้มากที่สุด ก่อนจะตัดสินใจใช้เครื่องมือทางการทหาร
- เป็นหลักการที่กองทัพสหรัฐฯ ปรับจากประสบการณ์ระหว่างสงครามเวียดนาม ที่กองทัพอเมริกันได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในการทำปฏิบัติการทหารเป็นเวลานาน
- หลักการพาวเวลล์ยังย้ำเตือนให้สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารแบบกระชับและรวดเร็วที่สุด เพราะเป็นวิธีการเดียวที่จะลดความสูญเสียกำลังพล และยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศได้
- ภายใต้หลักการนี้ ผู้นำสหรัฐฯ จะสั่งเริ่มสงครามได้ต่อเมื่อผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ แล้วเท่านั้น
3.ทรัมป์ไม่ใช้หลักการพาวเวลล์ แต่ใช้ Trump Doctrine (ทรัมป์ ด็อกทริน) หรือ “หลักการทรัมป์”
- สั่งการโจมตีเพื่อสังหารผู้นำอิหร่าน
- ประกาศด้วยว่าสหรัฐฯ พร้อมจะโจมตีอิหร่านอีกหลายครั้งและเป็นเวลานานเท่าที่จำเป็น
- อิหร่านปรับแผนเข้าสู่โหมด “ทำสงครามครั้งสุดท้าย” เพื่อโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
- อิหร่านขยายวง ยกระดับความเสียหายไปยังประเทศอื่นๆ อีกกว่า 10 ประเทศ
- เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ยังยืนยันเป้าหมายและจะใช้วิธีการเดิม จึงต้องแลกกับการขยายขอบเขตสงคราม ทั้งในมิติระยะเวลาและพื้นที่
4.Trump Doctrine เคยทดลองในสนามรบจริง และประสบความสำเร็จ ทำให้ทรัมป์มั่นใจ
- ปฏิบัติการสังหาร อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี ผู้นำกลุ่มก่อการร้าย Islamic State หรือ ISIS เมื่อปี 2562
- ปฏิบัติการสังหารผู้นำสูงสุดของกองกำลัง Quds (คุดส์) ขออิหร่าน เมื่อปี 2563
**ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในยุค ทรัมป์ 1.0
- ปฏิบัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน
- การลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลา
**ทั้งสองเหตุการณ์ เกิดขึ้นในยุค ทรัมป์ 2.0
5.“จุดเด่น” ของ Trump Doctrine คือ
- การใช้อำนาจทางการทหารเป็นอันดับแรก
- เป้าหมายเพื่อขยายอำนาจต่อรอง สร้างความได้เปรียบในการเจรจา
- สร้างความไม่แน่นอนที่จะส่งผลต่อทิศทางสถานการณ์ด้วยเหตุการณ์ที่คาดการณ์ยาก หรือ Surprise
- ไม่ประกาศ “เงื่อนไขสู่การยุติสงคราม” ที่ชัดเจน
- ปฏิบัติการทางทหาร จะใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ควบคู่กับการโจมตีทางอากาศหรือการโจมตีระยะไกล
บทจบสงคราม?
- ยังไม่มีหลักประกันว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะสามารถเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้ง่ายดาย
- เพราะปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ชาวอิหร่านในประเทศลุกฮือขึ้นมาในระดับที่ขับไล่ผู้มีอำนาจทางการเมืองและการทหารได้ตามที่คาดหวัง
- สหรัฐฯ และอิสราเอลยังเผชิญความเสี่ยงหากสงครามยืดเยื้อ
- อิหร่านอาจเป็นฝ่ายพลิกกลับมาได้เปรียบ จากการสะสมอาวุธและระดมกำลังจากเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่กระจายอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีขีดความสามารถในการก่อการร้าย
- ชาวอเมริกันจำนวนมากเคยมีประสบการณ์ “ติดหล่ม” สงครามหลายครั้ง จนไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
- มีความเสี่ยงสูงมากที่เหตุการณ์นี้จะเป็นกระแสตีกลับให้ชาวอเมริกันไม่พอใจ
- สงครามกับอิหร่านจึงอาจเป็น “เกมรุก” ที่เสี่ยงที่สุดของทรัมป์
2 ฉากทัศน์
1.ทรัมป์ประกาศ “ถอนตัว” จากสงครามและความขัดแย้ง โดยใช้เหตุผลว่าได้รับชัยชนะและบรรลุเป้าหมายทำลายขีดความสามารถของ IRGC ที่จะพัฒนาและครอบครอบอาวุธนิวเคลียร์ได้แล้ว
2.ลากสงครามไปเรื่อยๆ ด้วยหวังจะพลิกสถานการณ์ และสร้างคะแนนนิยมระดับสูงให้กับตน
