การที่สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลแก่พันธมิตรสำคัญของโลกอาหรับ เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคกำลังเร่งดำเนินการในนาทีสุดท้าย เพื่อเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม
เมื่อวันศุกร์ (30 มกราคม) รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านได้พบกับผู้นำตุรกี เพื่อผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการทูตที่เป็นไปได้ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้พยายามกำหนดรูปแบบการเจรจาแบบลับๆ รวมถึงการประชุมไตรภาคีที่เกี่ยวข้องกับผู้นำอิหร่าน สหรัฐฯ และตุรกี โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการโจมตีที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
เมื่อวันอังคาร (27 มกราคม) ซาอุดีอาระเบียได้ปฏิเสธการขอใช้พื้นที่น่านฟ้าของตน สำหรับการโจมตีอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นจากสหรัฐฯ ในการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่าน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยืนยันเช่นกันว่า จะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่น่านฟ้าหรือน่านน้ำของตน ในการปฏิบัติการทางทหารใดๆ ต่ออิหร่าน
เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำหลายครั้งว่า ถ้าสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเป้าหมายลอบสังหารผู้นำประเทศ อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีตอบโต้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อฐานทัพสหรัฐฯ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในภูมิภาค และอิสราเอล ขณะที่มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงในการพิจารณาของคณะกรรมการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภาในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ มีทหารประจำการอยู่ที่ฐานทัพในภูมิภาคประมาณ 30,000-40,000 นาย ซึ่งอาจอยู่ในระยะทำการของโดรนและขีปนาวุธพิสัยใกล้ของอิหร่านหากเกิดสงครามขึ้น