ทรัมป์ขู่! ขนทัพเรือถล่มอิหร่าน บีบเลิกนิวเคลียร์ก่อนสายเกินไป
29 ม.ค. 2569
โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนอิหร่านเวลาหมดแล้ว! สั่งเคลื่อนทัพเรือมหาอำนาจประชิดอ่าวเปอร์เซีย บีบเจรจาเลิกนิวเคลียร์ ด้านอิหร่านสวนกลับนิ้วแตะไกปืนพร้อมตอบโต้อย่างรุนแรงทันที
ข่าว
29 ม.ค. 2569
โดนัลด์ ทรัมป์ เตือนอิหร่านเวลาหมดแล้ว! สั่งเคลื่อนทัพเรือมหาอำนาจประชิดอ่าวเปอร์เซีย บีบเจรจาเลิกนิวเคลียร์ ด้านอิหร่านสวนกลับนิ้วแตะไกปืนพร้อมตอบโต้อย่างรุนแรงทันที
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายไปยังอิหร่านว่า "เวลากำลังจะหมดลงแล้ว" สำหรับการเจรจาข้อตกลงใหม่เพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์ พร้อมระบุว่าขณะนี้กองเรือรบมหาอำนาจ หรือ "Massive Armada" กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียด้วยความรวดเร็วและเต็มไปด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อกดดันให้รัฐบาลเตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไข "ห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด" ท่ามกลางสถานการณ์ในภูมิภาคที่ทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด หลังสหรัฐฯ เพิ่มการสะสมกำลังทางทหารทั้งทางบก เรือ และอากาศอย่างต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนที่น่าตกใจ โดยหน่วยงาน HRANA ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในอิหร่านแล้วกว่า 6,301 ราย ขณะที่บางหน่วยงานเตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตจริงอาจสูงถึง 25,000 ราย ซึ่งทรัมป์ได้ประกาศว่า "ความช่วยเหลือกำลังเดินทางไป" เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงที่ลุกฮือขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจที่พังทลายและการขาดความชอบธรรมของผู้นำทางศาสนาในอิหร่าน
ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่ากองกำลังทางเรือครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าครั้งที่เคยส่งไปจับตัว นิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา โดยย้ำว่ากองทัพพร้อมปฏิบัติภารกิจด้วยความรวดเร็วและรุนแรงหากจำเป็น ซึ่งสำนักข่าว บีบีซี ตรวจสอบพบการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจดังนี้
กองเรือบรรทุกเครื่องบิน: เรือ USS Abraham Lincoln นำทัพมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง พร้อมเรือทำลายล้างขีปนาวุธและเรือรบประจัญบานอีกหลายลำ
ฐานทัพอากาศ: ตรวจพบเครื่องบินขับไล่อย่างน้อย 15 ลำ เดินทางถึงฐานทัพในจอร์แดน รวมถึงมีการเพิ่มจำนวนเครื่องบินในกาตาร์และเกาะดิเอโก การ์เซีย
การเฝ้าระวัง: เครื่องบินจารกรรม P-8 Poseidon และโดรนสอดแนมถูกพบว่าปฏิบัติการอยู่ใกล้เขตน่านฟ้าอิหร่านอย่างต่อเนื่อง
คำเตือนจากรูบิโอ: มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่าระบอบการปกครองของอิหร่านอ่อนแอที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา และเศรษฐกิจกำลังล่มสลายจนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้
ทางด้าน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดว่า กองทัพอิหร่านเตรียมพร้อมโดยมี "นิ้วแตะอยู่ที่ไกปืน" และพร้อมตอบโต้การรุกรานทุกรูปแบบในทันที พร้อมย้ำว่าอิหร่านยินดีเจรจาบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและปราศจากการข่มขู่เท่านั้น โดยยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์มีไว้เพื่อสันติภาพและไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยใช้ปฏิบัติการ "Midnight Hammer" เข้าโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม 3 แห่งในอิหร่าน ได้แก่ ฟอร์โด, นาตานซ์ และอิสฟาฮาน ซึ่งทรัมป์ขู่ว่าหากมีการปะทะครั้งหน้า "มันจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า" แม้ว่าอิหร่านจะออกมาอ้างว่าความเสียหายในครั้งนั้นไม่รุนแรงเพราะมีการย้ายวัสดุนิวเคลียร์ออกไปก่อนแล้วก็ตาม
ทั้งนี้ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 อิหร่านถูกจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไว้ที่ 3.67% แต่หลังจากทรัมป์ถอนตัวในปี 2018 และใช้มาตรการคว่ำบาตร อิหร่านก็ได้ละเมิดข้อตกลงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้โลกกำลังจับตามองว่าการ "ขู่รบ" ครั้งนี้จะจบลงที่โต๊ะเจรจาหรือการเปิดฉากสงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง
