สรุปศึกชิงอำนาจ: รัฐบาล vs ศาล
1. ประเด็น: ฐานอำนาจทางกฎหมาย
• มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: อ้างกฎหมาย IEEPA (1977) เพื่อประกาศ "สภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" โดยใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรัง
• ข้อกังขาของศาล: มีการตั้งข้อสังเกตว่าในตัวบทกฎหมาย IEEPA นั้น ไม่มีคำว่า "ภาษี" หรือ "อากร" ปรากฏอยู่เลยแม้แต่คำเดียว จึงอาจเป็นการตีความกฎหมายที่กว้างเกินจริง
2. ประเด็น: ความมั่นคงของชาติ
• มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: มองว่ากำแพงภาษีคือ "เกราะกำบัง" ที่จำเป็นในการปกป้องพรมแดนอเมริกา และเป็นการสร้างเอกราชทางเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาต่างชาติมากเกินไป
• ข้อกังขาของศาล: แย้งว่าตามรัฐธรรมนูญ การกำหนดนโยบายภาษีและการจัดเก็บรายได้ถือเป็น "อำนาจหลักของสภาคองเกรส" ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารหรือทำเนียบขาวที่จะตัดสินใจได้โดยลำพัง
3. ประเด็น: ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
• มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: ยกตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2025 ที่โตถึง 4.3% มายืนยันว่านโยบายนี้ทำให้ประเทศรวยขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และได้รับความยำเกรงจากทั่วโลก
• ข้อกังขาของศาล: ชี้ให้เห็นถึงด้านมืดว่า การจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเริ่มนิ่งสนิทและชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นตามภาษี
จะเกิดอะไรขึ้นถ้า "ทรัมป์" แพ้?
หากศาลสูงสุดสั่ง "เบรก" กำแพงภาษีนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที:
• มหกรรมคืนเงิน: กระทรวงการคลังภายใต้การนำของ สกอตต์ เบสเซนต์ ยอมรับกลายๆ แล้วว่าอาจต้องคืนภาษีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่เก็บมา
• แผน B พร้อมเสียบ: ทรัมป์ไม่ยอมถอยง่ายๆ แน่ รัฐบาลเตรียมขยับไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น "Section 301" หรือ "Section 122" ซึ่งแม้จะมีข้อจำกัดมากกว่า แต่ก็เป็นช่องทางที่กฎหมายเปิดช่องให้ประธานาธิบดีใช้ได้ตรงจุดกว่า
• ตลาดหุ้นระสับระส่าย: การยกเลิกภาษีแบบสายฟ้าแลบอาจทำให้ตลาดโลกช็อกชั่วคราว เพราะอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะลดลงฮวบฮาบเพียงชั่วข้ามคืน
บทสรุปวันศุกร์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "ภาษี" แต่มันคือการขีดเส้นบรรทัดฐานใหม่ว่า ประธานาธิบดีจะมีอำนาจล้นฟ้าเหนือกระเป๋าเงินของประชาชนได้หรือไม่?
ถ้าทรัมป์แพ้คดีนี้ จะงัดแผนอะไรขึ้นมาสู้ เพราะเคยประกาศแล้วว่า ถึงแพ้ก็ไม่ยอม เปิด "แผน B" ของทรัมป์: เมื่อกำแพงภาษีเดิมสั่นคลอน สหรัฐฯ เตรียมงัดกฎหมายเก่ามาสู้ต่อ
หากศาลสูงสุดสั่งเบรกการใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) ในวันศุกร์นี้ ทีมเศรษฐกิจของทรัมป์นำโดยรัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาเตรียม "แผนสำรอง 2 ก๊อก" เพื่อรักษามาตรการกำแพงภาษีเอาไว้ให้ได้ ดังนี้:
ก๊อกที่ 1: "ยาแก้ขัด"
(กฎหมายมาตรา 122) รัฐบาลเตรียมประกาศใช้ มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ทันที เพื่อประคองสถานการณ์
• อำนาจชั่วคราว: ให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีชั่วคราวได้สูงถึง 15% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง
• ข้อดี: ทำได้ไวมาก แค่ประธานาธิบดีเซ็นประกาศ (Proclamation) ก็มีผลทันที ไม่ต้องรอทำประชาพิจารณ์ให้เสียเวลา
• ข้อจำกัด: เพดานภาษีตันแค่ 15% และมีอายุแค่ 5 เดือน เว้นแต่สภาคองเกรสจะต่ออายุให้ แต่นี่ก็เพียงพอที่จะใช้เป็น "เบาะรองรับ" ระหว่างเตรียมแผนขั้นต่อไป
ก๊อกที่ 2: "ค้อนปอนด์"
(กฎหมายมาตรา 301) สำหรับภาษีหนักๆ ระดับ 25–50% รัฐบาลจะหันกลับไปใช้ไม้ตายเดิมที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในสมัยแรก นั่นคือ มาตรา 301
• อำนาจชั่วคราว: ใช้โต้ตอบประเทศคู่ค้าที่ใช้นโยบาย "ไม่เป็นธรรม" หรือ "เลือกปฏิบัติ" ต่อสหรัฐฯ
• ข้อดี: กฎหมายนี้เคยผ่านการพิสูจน์ในศาลมาแล้วว่าทำได้จริง และสามารถตั้งภาษีได้สูงเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีเพดาน
• อุปสรรค: ปกติต้องมีการสอบสวนโดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งกินเวลานาน 9-12 เดือน แต่เชื่อกันว่ารัฐบาลทรัมป์จะอ้าง "สภาวะฉุกเฉิน" เพื่อทางลัด (Fast-track) ให้มีผลเร็วขึ้น
วิกฤต "เงินคืน" ครั้งประวัติศาสตร์
แม้แผน B จะทำให้เก็บภาษีต่อไปได้ แต่ปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ได้ง่ายๆ คือ "ปีแห่งการคืนเงินมหาศาล" ในปี 2026
1.ระบบคืนเงินอัตโนมัติ: กรมศุลกากร (CBP) อาจต้องใช้ระบบอัตโนมัติโอนเงินคืนให้ผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีไปภายใต้อำนาจกฎหมายเดิมที่ศาลตัดสินว่าผิด
2.รูรั่วในงบประมาณ: เนื่องจากรัฐบาลเอาเงินภาษีเหล่านี้ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ แล้ว (เช่น กฎหมาย One Big Beautiful Bill) การต้องควักเนื้อคืนเงินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ แบบกะทันหัน จะทำให้เกิด "รูโหว่" ขนาดมหึมาในงบประมาณแผ่นดินทันที
“ทรัมป์โฆษณาเกินจริงและประกาศยืนยันจะทำกำแพงภาษีต่อไป”
อ.กฤษฎา บุญเรือง ยังระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ตามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดต้นปี 2026
สรุปคำกล่าวของทรัมป์และการตรวจสอบข้อเท็จจริง
1. ประเด็น: "เรากำลังรวยขึ้นเพราะกำแพงภาษี"
• คำกล่าวของทรัมป์: "เรากำลังรวยขึ้นเพราะกำแพงภาษี... จะมีเงินกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ไหลเข้าประเทศ หรือกำลังจะเข้ามาเร็วๆ นี้"
• Fact Check: เกินจริง (Exaggerated) * ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า รายได้จากภาษีศุลกากรในปีงบประมาณที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจริง โดยเก็บได้ประมาณ 1.87 - 1.91 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นเกือบ 200% แต่ยังห่างไกลจากตัวเลข 6.5 แสนล้านดอลลาร์ที่ทรัมป์อ้าง
◦ ตัวเลข 6.5 แสนล้านดอลลาร์นั้นใกล้เคียงกับ "มูลค่าภาษีที่คาดการณ์ตามทฤษฎี" หากคำนวณจากยอดนำเข้าทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ผู้นำเข้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (เช่น ลดการนำเข้าหรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์) ทำให้รายได้จริงที่รัฐเก็บได้น้อยกว่าที่คำนวณไว้มาก
2. ประเด็น: "ใครเป็นคนจ่ายภาษีนี้?"
• คำกล่าวของทรัมป์: เขามักอ้างว่า "ประเทศคู่ค้า" (เช่น จีน, แคนาดา, เม็กซิโก) เป็นคนจ่ายเงินก้อนนี้ให้สหรัฐฯ
• Fact Check: ไม่จริง (False)
◦ ภาษีนำเข้า (Tariff) คือภาษีที่ "ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ" เป็นคนจ่ายให้กรมศุลกากรเมื่อสินค้ามาถึงพรมแดน
◦ ผลการศึกษาจาก Harvard และมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า 94% ของภาระภาษีตกอยู่กับบริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทเหล่านี้อาจยอมลดกำไรตัวเอง (Margin Squeeze) หรือผลักภาระไปให้ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า
3. ประเด็น: "เงินปันผลกำแพงภาษี $2,000 สำหรับทุกคน"
• คำกล่าวของทรัมป์: สัญญาว่าจะจ่ายเงิน "โบนัส" หรือ "เงินปันผล" อย่างน้อย $2,000 ให้กับชาวอเมริกัน (ยกเว้นผู้มีรายได้สูง) โดยใช้เงินจากรายได้ภาษีศุลกากร ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายประชานิยมหาเสียงสนับสนุนไว้ก่อน แต่ก็คงผิดหวัง
• Fact Check: ทำได้ยากและไม่สมเหตุสมผลทางบัญชี (Highly Improbable)
◦ ปัญหาด้านงบประมาณ: การแจกเงินคนละ $2,000 ให้กับชาวอเมริกันกลุ่มเป้าหมาย (รายได้ต่ำ-ปานกลาง) จะต้องใช้เงินประมาณ 2.8 - 6 แสนล้านดอลลาร์ แต่รายได้จากกำแพงภาษีที่เก็บได้จริงมีเพียงไม่ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
◦ อำนาจการตัดสินใจ: ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจสั่งแจกเงินเองได้ ต้องผ่านการอนุมัติงบประมาณจากสภาคองเกรส ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่สภาจะอนุมัติในสภาวะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูง
4. ประเด็น: "กำแพงภาษีไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ"
• คำกล่าวของทรัมป์: อ้างว่าการจัดเก็บภาษีมหาศาลนี้เกิดขึ้นโดย "ไม่มีเงินเฟ้อ" (No Inflation)
• Fact Check: จริงบางส่วนแต่มีความเสี่ยงแฝง (Partially True with Caveats)
◦ อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ 2.7% ซึ่งถือว่าไม่พุ่งสูงอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเคยปรามาสไว้ในช่วงแรก
◦ เหตุผลที่ยังไม่แพงขึ้นทันที: เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ใช้วิธี "กักตุนสินค้า" (Stockpiling) ไว้ก่อนภาษีจะขึ้น และยอมลดกำไรตัวเองเพื่อรักษาฐานลูกค้า อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เตือนว่าผลกระทบของเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงสุดในช่วงไตรมาส 1 Popcornของปี 2026 นี้ เมื่อสต็อกสินค้าเก่าหมดลง
สรุปภาพรวม: ศึกในศาลสูงสุด
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "อำนาจ" ว่าประธานาธิบดีสามารถใช้กฎหมาย IEEPA (กฎหมายภาวะฉุกเฉิน) มาตั้งภาษีเองได้หรือไม่ หากศาลตัดสินว่า "ทำไม่ได้" ทรัมป์จะต้องคืนเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และแผนการแจกเงิน $2,000 ก็จะล่มสลายลงทันที
“หากทรัมป์แพ้คดีกำแพงภาษี แล้วเบี้ยวไม่คืนเงินได้ไหม?”
อ.กฤษฎา บุญเรือง ระบุว่า เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ซึ่งที่ผ่านมาหลายบริษัทยอมหารสอง ช่วยกันจ่ายค่าภาษีศุลกากร ครึ่งต่อครึ่ง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าต่อผู้บริโภคขึ้นสูงเกินไป
คำตอบคือ
สำหรับผู้นำคนนี้อะไรก็เป็นไปได้.. แต่อเมริกาเป็นประเทศที่กฎหมายยังพอพึ่งได้
.. ถ้าแพ้คดีแล้วเบี้ยว ..
หากรัฐบาลสหรัฐฯ แพ้คดีภาษีในศาลสูงสุด (Supreme Court) แต่ "ปฏิเสธที่จะคืนเงิน" (ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์) สถานการณ์จะเปลี่ยนจากความขัดแย้งทางการค้าไปสู่ "วิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญ" (Constitutional Crisis) ทันที
โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ดังนี้ :
1. วิกฤตศรัทธาและหลักการแบ่งแยกอำนาจ
ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ คำตัดสินของศาลสูงสุดถือเป็นที่สิ้นสุด หากประธานาธิบดีเมินเฉยต่อคำสั่งศาล จะถือเป็นการละเมิดคำสาบานตนที่จะ "รักษากฎหมาย" อย่างร้ายแรง
• การฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รายตัว: ศาลอาจสั่งลงโทษฐาน "ละเมิดอำนาจศาล" (Contempt of Court) ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น รัฐมนตรีคลัง หรือผู้อำนวยการกรมศุลกากร ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งปรับเงินส่วนตัวหรือแม้แต่การออกหมายจับโดยเจ้าหน้าที่ U.S. Marshals (ตำรวจศาล)
• การถอดถอน (Impeachment): การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาลสูงสุดเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่สภาคองเกรสจะเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีได้
2. กลยุทธ์ "ดึงเช็ง" ด้วยระบบราชการ
รัฐบาลอาจไม่ปฏิเสธโต้งๆ แต่จะใช้วิธี "เตะถ่วง" ผ่านกระบวนการทางปกครองแทน:
• อ้างว่าเงินหมด: รัฐบาลอาจอ้างว่าเงินถูกนำไปใช้ในโครงการอื่นแล้ว (เช่น กฎหมาย One Big Beautiful Bill) และไม่มีงบประมาณสำรองสำหรับจ่ายคืนจนกว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติงบใหม่
• ใช้ช่องโหว่การปิดบัญชี (Liquidation): ในกฎหมายศุลกากร หากสินค้าถูก "ปิดบัญชี" ไปแล้วถือว่าจบกัน รัฐบาลอาจสู้คดีว่าคำตัดสินของศาลมีผลเฉพาะ "ในอนาคต" (Prospective Only) แต่เงินที่เก็บไปแล้วในอดีตไม่ต้องคืน
3. สงครามกฎหมายรายบริษัท (Individual Lawsuits)
หากไม่มีการคืนเงินแบบอัตโนมัติ บริษัททุกแห่งตั้งแต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Costco ไปจนถึงร้านของเล่นท้องถิ่น จะต้อง "ฟ้องรายตัว"
• ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) จะเป็นอัมพาต: จะมีคดีฟ้องร้องนับแสนคดีถาโถมเข้าไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาตัดสินนานเป็น 10 ปี
• การรักษาเกราะป้องกัน: บริษัทที่ไม่ได้ยื่นเอกสารคัดค้าน (Protests) ไว้ตั้งแต่แรกภายใน 180 วัน อาจถูกรัฐบาลปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างว่า "สละสิทธิ์" ไปแล้ว
4. ผลกระทบต่อตลาดโลกและเศรษฐกิจ
• ความเชื่อมั่นพังทลาย: นักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นในอเมริกาเพราะ "หลักนิติธรรม" (Rule of Law) หากประธานาธิบดีทำตัวเหนือกฎหมาย ค่าเงินดอลลาร์จะถูกเทขายและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือทันที
• รูรั่วในงบประมาณ: การต้องคืนเงิน $100B - $200B จะสร้างหนี้สาธารณะก้อนใหม่ทันที ซึ่งจะส่งผลต่อดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว