svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

จับตาศาลสูงสหรัฐฯ นัดตัดสินคดี "กำแพงภาษีทรัมป์" ผลแบบไหนก็เดือด!!

08 ม.ค. 2569

จับตาศาลสูงสหรัฐฯ นัดชำระความ ตัดสินคดี "กำแพงภาษีทรัมป์" ในวันศุกร์นี้? ผลแบบไหนก็เดือด!! งานนี้ถ้า "โดนัลด์ ทรัมป์" แพ้ จะเกิดอะไรขึ้น!! แล้วเบี้ยวไม่คืนเงินได้ไหม?

8 มกราคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า เกิดข่าวลือสะพัดในวอชิงตันดีซีว่า มีโอกาส 80% ที่ฝ่ายตุลาการสูงสุดจะตัดสิน ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคมค.ศ. 2026 ที่จะมาถึงนี้ ว่า
 

“ฝ่ายบริหารซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้านั้น มีอำนาจจัดการเรื่องภาษีทุกอย่างเบ็ดเสร็จหรือไม่ หรือจะตัดสินโดยยึดรัฐธรรมนูญ และประเพณีที่ปฏิบัติมาโดยตลอด เป็นมาตรฐานยืนยันว่า ฝ่ายนิติบัญญัติต่างหากที่มีอำนาจในเรื่องนี้”
 

วงการกฎหมายและเศรษฐกิจโลกกำลังกลั้นหายใจ เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ส่งสัญญาณเตรียมลงดาบตัดสินชี้ชะตา "กำแพงภาษี" ของโดนัลด์ ทรัมป์ เร็วกว่าที่คิด—ความเป็นไปได้สูงคือ วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 นี้
 

คำถามสำคัญคือ ทำไมศาลที่ขึ้นชื่อว่า "ทำงานช้าแต่ชัวร์" ถึงได้เร่งเครื่องสปีดนรกในคดี V.O.S. Selections v. Trump ครั้งนี้? (แต่เดิมคิดว่าเร็วสุดคือเดือนมกราคม แต่อาจจะล่าช้าไปถึงมิถุนายน)
 

คำตอบสรุปสั้นๆ ได้ว่า นี่คือ "วิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจ" ที่รอช้าไม่ได้แม้แต่วันเดียว 
 

อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา

ทำไมต้องตัดสินด่วน?
 

1.วิกฤต "เงินคืน" แสนล้าน: จนถึงนาทีนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บภาษีเข้ากระเป๋าไปแล้วกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ยิ่งศาลตัดสินช้า ตัวเลขนี้ยิ่งพอกพูน หากสุดท้ายศาลบอกว่า "ผิดกฎหมาย" รัฐบาลจะต้องวุ่นวายกับการคืนเงินมหาศาล ให้กับธุรกิจนับหมื่นรายที่กำลังจะล้มละลาย การเร่งตัดสินจึงเป็นการ "สั่งหยุดเลือด" ก่อนที่ระบบราชการจะรับมือไม่ไหว
 

2.แพ้รวดในศาลล่าง: ทรัมป์แบกความพ่ายแพ้มาจากศาลล่างแบบ "เอกฉันท์" ทั้งศาลการค้าระหว่างประเทศ และศาลอุทธรณ์ ต่างประสานเสียงว่าประธานาธิบดี "ใช้อำนาจเกินขอบเขต" เมื่อศาลล่างเห็นพ้องขนาดนี้ ศาลสูงสุดจึงต้องรีบลงมาปิดเกมเพื่อสร้างความชัดเจนให้คนทั้งชาติ
 

3.ภัยเงียบต่อประชาธิปไตย: แม้แต่ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมอย่าง นีล กอร์ซัช ยังออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ ระหว่างการไต่สวน โดยกังวลว่า หากปล่อยให้ประธานาธิบดีใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) มาตั้งภาษีเองได้ตามใจชอบ อำนาจการคลังของสภาคองเกรสอาจสูญหายไปตลอดกาล นี่คือการสั่นคลอนหลักการ "แบ่งแยกอำนาจ" ที่เป็นหัวใจของอเมริกา 
 

โดนัลด์ ทรัมป์

 

สรุปศึกชิงอำนาจ: รัฐบาล vs ศาล
 

1. ประเด็น: ฐานอำนาจทางกฎหมาย

           
•          มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: อ้างกฎหมาย IEEPA (1977) เพื่อประกาศ "สภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" โดยใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรัง
 

•          ข้อกังขาของศาล: มีการตั้งข้อสังเกตว่าในตัวบทกฎหมาย IEEPA นั้น ไม่มีคำว่า "ภาษี" หรือ "อากร" ปรากฏอยู่เลยแม้แต่คำเดียว จึงอาจเป็นการตีความกฎหมายที่กว้างเกินจริง

 

2. ประเด็น: ความมั่นคงของชาติ
 

•          มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: มองว่ากำแพงภาษีคือ "เกราะกำบัง" ที่จำเป็นในการปกป้องพรมแดนอเมริกา และเป็นการสร้างเอกราชทางเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาต่างชาติมากเกินไป
 

•          ข้อกังขาของศาล: แย้งว่าตามรัฐธรรมนูญ การกำหนดนโยบายภาษีและการจัดเก็บรายได้ถือเป็น "อำนาจหลักของสภาคองเกรส" ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารหรือทำเนียบขาวที่จะตัดสินใจได้โดยลำพัง

 

3. ประเด็น: ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
 

•          มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: ยกตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2025 ที่โตถึง 4.3% มายืนยันว่านโยบายนี้ทำให้ประเทศรวยขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และได้รับความยำเกรงจากทั่วโลก
 

•          ข้อกังขาของศาล: ชี้ให้เห็นถึงด้านมืดว่า การจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเริ่มนิ่งสนิทและชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นตามภาษี
 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า "ทรัมป์" แพ้?
 

หากศาลสูงสุดสั่ง "เบรก" กำแพงภาษีนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที:

 

•          มหกรรมคืนเงิน: กระทรวงการคลังภายใต้การนำของ สกอตต์ เบสเซนต์ ยอมรับกลายๆ แล้วว่าอาจต้องคืนภาษีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่เก็บมา

 

•          แผน B พร้อมเสียบ: ทรัมป์ไม่ยอมถอยง่ายๆ แน่ รัฐบาลเตรียมขยับไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น "Section 301" หรือ "Section 122" ซึ่งแม้จะมีข้อจำกัดมากกว่า แต่ก็เป็นช่องทางที่กฎหมายเปิดช่องให้ประธานาธิบดีใช้ได้ตรงจุดกว่า

 

•          ตลาดหุ้นระสับระส่าย: การยกเลิกภาษีแบบสายฟ้าแลบอาจทำให้ตลาดโลกช็อกชั่วคราว เพราะอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะลดลงฮวบฮาบเพียงชั่วข้ามคืน
 

บทสรุปวันศุกร์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "ภาษี" แต่มันคือการขีดเส้นบรรทัดฐานใหม่ว่า ประธานาธิบดีจะมีอำนาจล้นฟ้าเหนือกระเป๋าเงินของประชาชนได้หรือไม่?
 

ถ้าทรัมป์แพ้คดีนี้ จะงัดแผนอะไรขึ้นมาสู้ เพราะเคยประกาศแล้วว่า ถึงแพ้ก็ไม่ยอม เปิด "แผน B" ของทรัมป์: เมื่อกำแพงภาษีเดิมสั่นคลอน สหรัฐฯ เตรียมงัดกฎหมายเก่ามาสู้ต่อ

 

หากศาลสูงสุดสั่งเบรกการใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) ในวันศุกร์นี้ ทีมเศรษฐกิจของทรัมป์นำโดยรัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาเตรียม "แผนสำรอง 2 ก๊อก" เพื่อรักษามาตรการกำแพงภาษีเอาไว้ให้ได้ ดังนี้:
 

ก๊อกที่ 1: "ยาแก้ขัด"
 

(กฎหมายมาตรา 122) รัฐบาลเตรียมประกาศใช้ มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ทันที เพื่อประคองสถานการณ์
 

•          อำนาจชั่วคราว: ให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีชั่วคราวได้สูงถึง 15% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง
 

•          ข้อดี: ทำได้ไวมาก แค่ประธานาธิบดีเซ็นประกาศ (Proclamation) ก็มีผลทันที ไม่ต้องรอทำประชาพิจารณ์ให้เสียเวลา
 

•          ข้อจำกัด: เพดานภาษีตันแค่ 15% และมีอายุแค่ 5 เดือน เว้นแต่สภาคองเกรสจะต่ออายุให้ แต่นี่ก็เพียงพอที่จะใช้เป็น "เบาะรองรับ" ระหว่างเตรียมแผนขั้นต่อไป

 

ก๊อกที่ 2: "ค้อนปอนด์"

 

(กฎหมายมาตรา 301) สำหรับภาษีหนักๆ ระดับ 25–50% รัฐบาลจะหันกลับไปใช้ไม้ตายเดิมที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในสมัยแรก นั่นคือ มาตรา 301
 

•          อำนาจชั่วคราว: ใช้โต้ตอบประเทศคู่ค้าที่ใช้นโยบาย "ไม่เป็นธรรม" หรือ "เลือกปฏิบัติ" ต่อสหรัฐฯ
 

•          ข้อดี: กฎหมายนี้เคยผ่านการพิสูจน์ในศาลมาแล้วว่าทำได้จริง และสามารถตั้งภาษีได้สูงเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีเพดาน
 

•          อุปสรรค: ปกติต้องมีการสอบสวนโดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งกินเวลานาน 9-12 เดือน แต่เชื่อกันว่ารัฐบาลทรัมป์จะอ้าง "สภาวะฉุกเฉิน" เพื่อทางลัด (Fast-track) ให้มีผลเร็วขึ้น
 

วิกฤต "เงินคืน" ครั้งประวัติศาสตร์
 

แม้แผน B จะทำให้เก็บภาษีต่อไปได้ แต่ปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ได้ง่ายๆ คือ "ปีแห่งการคืนเงินมหาศาล" ในปี 2026

 

1.ระบบคืนเงินอัตโนมัติ: กรมศุลกากร (CBP) อาจต้องใช้ระบบอัตโนมัติโอนเงินคืนให้ผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีไปภายใต้อำนาจกฎหมายเดิมที่ศาลตัดสินว่าผิด

 

2.รูรั่วในงบประมาณ: เนื่องจากรัฐบาลเอาเงินภาษีเหล่านี้ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ แล้ว (เช่น กฎหมาย One Big Beautiful Bill) การต้องควักเนื้อคืนเงินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ แบบกะทันหัน จะทำให้เกิด "รูโหว่" ขนาดมหึมาในงบประมาณแผ่นดินทันที

 

“ทรัมป์โฆษณาเกินจริงและประกาศยืนยันจะทำกำแพงภาษีต่อไป”
 

อ.กฤษฎา บุญเรือง ยังระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ตามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดต้นปี 2026 

 

สรุปคำกล่าวของทรัมป์และการตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

1. ประเด็น: "เรากำลังรวยขึ้นเพราะกำแพงภาษี"

 

•          คำกล่าวของทรัมป์: "เรากำลังรวยขึ้นเพราะกำแพงภาษี... จะมีเงินกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ไหลเข้าประเทศ หรือกำลังจะเข้ามาเร็วๆ นี้"

 

•          Fact Check: เกินจริง (Exaggerated) * ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า รายได้จากภาษีศุลกากรในปีงบประมาณที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจริง โดยเก็บได้ประมาณ 1.87 - 1.91 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นเกือบ 200% แต่ยังห่างไกลจากตัวเลข 6.5 แสนล้านดอลลาร์ที่ทรัมป์อ้าง
 

◦           ตัวเลข 6.5 แสนล้านดอลลาร์นั้นใกล้เคียงกับ "มูลค่าภาษีที่คาดการณ์ตามทฤษฎี" หากคำนวณจากยอดนำเข้าทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ผู้นำเข้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (เช่น ลดการนำเข้าหรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์) ทำให้รายได้จริงที่รัฐเก็บได้น้อยกว่าที่คำนวณไว้มาก

 

2. ประเด็น: "ใครเป็นคนจ่ายภาษีนี้?"

 

•          คำกล่าวของทรัมป์: เขามักอ้างว่า "ประเทศคู่ค้า" (เช่น จีน, แคนาดา, เม็กซิโก) เป็นคนจ่ายเงินก้อนนี้ให้สหรัฐฯ

 

•          Fact Check: ไม่จริง (False)
 

◦           ภาษีนำเข้า (Tariff) คือภาษีที่ "ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ" เป็นคนจ่ายให้กรมศุลกากรเมื่อสินค้ามาถึงพรมแดน
 

◦           ผลการศึกษาจาก Harvard และมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า 94% ของภาระภาษีตกอยู่กับบริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทเหล่านี้อาจยอมลดกำไรตัวเอง (Margin Squeeze) หรือผลักภาระไปให้ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า

 

3. ประเด็น: "เงินปันผลกำแพงภาษี $2,000 สำหรับทุกคน"

 

•          คำกล่าวของทรัมป์: สัญญาว่าจะจ่ายเงิน "โบนัส" หรือ "เงินปันผล" อย่างน้อย $2,000 ให้กับชาวอเมริกัน (ยกเว้นผู้มีรายได้สูง) โดยใช้เงินจากรายได้ภาษีศุลกากร ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายประชานิยมหาเสียงสนับสนุนไว้ก่อน แต่ก็คงผิดหวัง

 

•          Fact Check: ทำได้ยากและไม่สมเหตุสมผลทางบัญชี (Highly Improbable)
 

◦           ปัญหาด้านงบประมาณ: การแจกเงินคนละ $2,000 ให้กับชาวอเมริกันกลุ่มเป้าหมาย (รายได้ต่ำ-ปานกลาง) จะต้องใช้เงินประมาณ 2.8 - 6 แสนล้านดอลลาร์ แต่รายได้จากกำแพงภาษีที่เก็บได้จริงมีเพียงไม่ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
 

◦           อำนาจการตัดสินใจ: ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจสั่งแจกเงินเองได้ ต้องผ่านการอนุมัติงบประมาณจากสภาคองเกรส ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่สภาจะอนุมัติในสภาวะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูง

 

4. ประเด็น: "กำแพงภาษีไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ"
 

•          คำกล่าวของทรัมป์: อ้างว่าการจัดเก็บภาษีมหาศาลนี้เกิดขึ้นโดย "ไม่มีเงินเฟ้อ" (No Inflation)

 

•          Fact Check: จริงบางส่วนแต่มีความเสี่ยงแฝง (Partially True with Caveats)
 

◦           อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ 2.7% ซึ่งถือว่าไม่พุ่งสูงอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเคยปรามาสไว้ในช่วงแรก
 

◦           เหตุผลที่ยังไม่แพงขึ้นทันที: เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ใช้วิธี "กักตุนสินค้า" (Stockpiling) ไว้ก่อนภาษีจะขึ้น และยอมลดกำไรตัวเองเพื่อรักษาฐานลูกค้า อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เตือนว่าผลกระทบของเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงสุดในช่วงไตรมาส 1 Popcornของปี 2026 นี้ เมื่อสต็อกสินค้าเก่าหมดลง
 

สรุปภาพรวม: ศึกในศาลสูงสุด
 

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "อำนาจ" ว่าประธานาธิบดีสามารถใช้กฎหมาย IEEPA (กฎหมายภาวะฉุกเฉิน) มาตั้งภาษีเองได้หรือไม่ หากศาลตัดสินว่า "ทำไม่ได้" ทรัมป์จะต้องคืนเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และแผนการแจกเงิน $2,000 ก็จะล่มสลายลงทันที
 

“หากทรัมป์แพ้คดีกำแพงภาษี แล้วเบี้ยวไม่คืนเงินได้ไหม?”

 

อ.กฤษฎา บุญเรือง ระบุว่า เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ซึ่งที่ผ่านมาหลายบริษัทยอมหารสอง ช่วยกันจ่ายค่าภาษีศุลกากร ครึ่งต่อครึ่ง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าต่อผู้บริโภคขึ้นสูงเกินไป

 

คำตอบคือ

 

สำหรับผู้นำคนนี้อะไรก็เป็นไปได้.. แต่อเมริกาเป็นประเทศที่กฎหมายยังพอพึ่งได้

 

.. ถ้าแพ้คดีแล้วเบี้ยว ..

 

หากรัฐบาลสหรัฐฯ แพ้คดีภาษีในศาลสูงสุด (Supreme Court) แต่ "ปฏิเสธที่จะคืนเงิน" (ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์) สถานการณ์จะเปลี่ยนจากความขัดแย้งทางการค้าไปสู่ "วิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญ" (Constitutional Crisis) ทันที

 

โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ดังนี้ :

 

1. วิกฤตศรัทธาและหลักการแบ่งแยกอำนาจ

 

ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ คำตัดสินของศาลสูงสุดถือเป็นที่สิ้นสุด หากประธานาธิบดีเมินเฉยต่อคำสั่งศาล จะถือเป็นการละเมิดคำสาบานตนที่จะ "รักษากฎหมาย" อย่างร้ายแรง
 

•          การฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รายตัว: ศาลอาจสั่งลงโทษฐาน "ละเมิดอำนาจศาล" (Contempt of Court) ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น รัฐมนตรีคลัง หรือผู้อำนวยการกรมศุลกากร ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งปรับเงินส่วนตัวหรือแม้แต่การออกหมายจับโดยเจ้าหน้าที่ U.S. Marshals (ตำรวจศาล)

 

•          การถอดถอน (Impeachment): การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาลสูงสุดเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่สภาคองเกรสจะเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีได้

 

2. กลยุทธ์ "ดึงเช็ง" ด้วยระบบราชการ

 

รัฐบาลอาจไม่ปฏิเสธโต้งๆ แต่จะใช้วิธี "เตะถ่วง" ผ่านกระบวนการทางปกครองแทน:

 

•          อ้างว่าเงินหมด: รัฐบาลอาจอ้างว่าเงินถูกนำไปใช้ในโครงการอื่นแล้ว (เช่น กฎหมาย One Big Beautiful Bill) และไม่มีงบประมาณสำรองสำหรับจ่ายคืนจนกว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติงบใหม่

 

•          ใช้ช่องโหว่การปิดบัญชี (Liquidation): ในกฎหมายศุลกากร หากสินค้าถูก "ปิดบัญชี" ไปแล้วถือว่าจบกัน รัฐบาลอาจสู้คดีว่าคำตัดสินของศาลมีผลเฉพาะ "ในอนาคต" (Prospective Only) แต่เงินที่เก็บไปแล้วในอดีตไม่ต้องคืน

 

3. สงครามกฎหมายรายบริษัท (Individual Lawsuits)

 

หากไม่มีการคืนเงินแบบอัตโนมัติ บริษัททุกแห่งตั้งแต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Costco ไปจนถึงร้านของเล่นท้องถิ่น จะต้อง "ฟ้องรายตัว"

 

•          ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) จะเป็นอัมพาต: จะมีคดีฟ้องร้องนับแสนคดีถาโถมเข้าไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาตัดสินนานเป็น 10 ปี

 

•          การรักษาเกราะป้องกัน: บริษัทที่ไม่ได้ยื่นเอกสารคัดค้าน (Protests) ไว้ตั้งแต่แรกภายใน 180 วัน อาจถูกรัฐบาลปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างว่า "สละสิทธิ์" ไปแล้ว

 

4. ผลกระทบต่อตลาดโลกและเศรษฐกิจ

 

•          ความเชื่อมั่นพังทลาย: นักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นในอเมริกาเพราะ "หลักนิติธรรม" (Rule of Law) หากประธานาธิบดีทำตัวเหนือกฎหมาย ค่าเงินดอลลาร์จะถูกเทขายและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือทันที

 

•          รูรั่วในงบประมาณ: การต้องคืนเงิน $100B - $200B จะสร้างหนี้สาธารณะก้อนใหม่ทันที ซึ่งจะส่งผลต่อดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว

จับตาศาลสูงสหรัฐฯ นัดตัดสินคดี "กำแพงภาษีทรัมป์" ผลแบบไหนก็เดือด!!