จับตาศาลสูงสหรัฐฯ นัดตัดสินคดี "กำแพงภาษีทรัมป์" ผลแบบไหนก็เดือด!!
08 ม.ค. 2569
จับตาศาลสูงสหรัฐฯ นัดชำระความ ตัดสินคดี "กำแพงภาษีทรัมป์" ในวันศุกร์นี้? ผลแบบไหนก็เดือด!! งานนี้ถ้า "โดนัลด์ ทรัมป์" แพ้ จะเกิดอะไรขึ้น!! แล้วเบี้ยวไม่คืนเงินได้ไหม?
ข่าว
08 ม.ค. 2569
จับตาศาลสูงสหรัฐฯ นัดชำระความ ตัดสินคดี "กำแพงภาษีทรัมป์" ในวันศุกร์นี้? ผลแบบไหนก็เดือด!! งานนี้ถ้า "โดนัลด์ ทรัมป์" แพ้ จะเกิดอะไรขึ้น!! แล้วเบี้ยวไม่คืนเงินได้ไหม?
8 มกราคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า เกิดข่าวลือสะพัดในวอชิงตันดีซีว่า มีโอกาส 80% ที่ฝ่ายตุลาการสูงสุดจะตัดสิน ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคมค.ศ. 2026 ที่จะมาถึงนี้ ว่า
“ฝ่ายบริหารซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้านั้น มีอำนาจจัดการเรื่องภาษีทุกอย่างเบ็ดเสร็จหรือไม่ หรือจะตัดสินโดยยึดรัฐธรรมนูญ และประเพณีที่ปฏิบัติมาโดยตลอด เป็นมาตรฐานยืนยันว่า ฝ่ายนิติบัญญัติต่างหากที่มีอำนาจในเรื่องนี้”
วงการกฎหมายและเศรษฐกิจโลกกำลังกลั้นหายใจ เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ส่งสัญญาณเตรียมลงดาบตัดสินชี้ชะตา "กำแพงภาษี" ของโดนัลด์ ทรัมป์ เร็วกว่าที่คิด—ความเป็นไปได้สูงคือ วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 นี้
คำถามสำคัญคือ ทำไมศาลที่ขึ้นชื่อว่า "ทำงานช้าแต่ชัวร์" ถึงได้เร่งเครื่องสปีดนรกในคดี V.O.S. Selections v. Trump ครั้งนี้? (แต่เดิมคิดว่าเร็วสุดคือเดือนมกราคม แต่อาจจะล่าช้าไปถึงมิถุนายน)
คำตอบสรุปสั้นๆ ได้ว่า นี่คือ "วิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและเศรษฐกิจ" ที่รอช้าไม่ได้แม้แต่วันเดียว
1.วิกฤต "เงินคืน" แสนล้าน: จนถึงนาทีนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บภาษีเข้ากระเป๋าไปแล้วกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ยิ่งศาลตัดสินช้า ตัวเลขนี้ยิ่งพอกพูน หากสุดท้ายศาลบอกว่า "ผิดกฎหมาย" รัฐบาลจะต้องวุ่นวายกับการคืนเงินมหาศาล ให้กับธุรกิจนับหมื่นรายที่กำลังจะล้มละลาย การเร่งตัดสินจึงเป็นการ "สั่งหยุดเลือด" ก่อนที่ระบบราชการจะรับมือไม่ไหว
2.แพ้รวดในศาลล่าง: ทรัมป์แบกความพ่ายแพ้มาจากศาลล่างแบบ "เอกฉันท์" ทั้งศาลการค้าระหว่างประเทศ และศาลอุทธรณ์ ต่างประสานเสียงว่าประธานาธิบดี "ใช้อำนาจเกินขอบเขต" เมื่อศาลล่างเห็นพ้องขนาดนี้ ศาลสูงสุดจึงต้องรีบลงมาปิดเกมเพื่อสร้างความชัดเจนให้คนทั้งชาติ
3.ภัยเงียบต่อประชาธิปไตย: แม้แต่ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมอย่าง นีล กอร์ซัช ยังออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ ระหว่างการไต่สวน โดยกังวลว่า หากปล่อยให้ประธานาธิบดีใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) มาตั้งภาษีเองได้ตามใจชอบ อำนาจการคลังของสภาคองเกรสอาจสูญหายไปตลอดกาล นี่คือการสั่นคลอนหลักการ "แบ่งแยกอำนาจ" ที่เป็นหัวใจของอเมริกา
1. ประเด็น: ฐานอำนาจทางกฎหมาย
• มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: อ้างกฎหมาย IEEPA (1977) เพื่อประกาศ "สภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" โดยใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรัง
• ข้อกังขาของศาล: มีการตั้งข้อสังเกตว่าในตัวบทกฎหมาย IEEPA นั้น ไม่มีคำว่า "ภาษี" หรือ "อากร" ปรากฏอยู่เลยแม้แต่คำเดียว จึงอาจเป็นการตีความกฎหมายที่กว้างเกินจริง
2. ประเด็น: ความมั่นคงของชาติ
• มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: มองว่ากำแพงภาษีคือ "เกราะกำบัง" ที่จำเป็นในการปกป้องพรมแดนอเมริกา และเป็นการสร้างเอกราชทางเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาต่างชาติมากเกินไป
• ข้อกังขาของศาล: แย้งว่าตามรัฐธรรมนูญ การกำหนดนโยบายภาษีและการจัดเก็บรายได้ถือเป็น "อำนาจหลักของสภาคองเกรส" ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารหรือทำเนียบขาวที่จะตัดสินใจได้โดยลำพัง
3. ประเด็น: ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
• มุมมองของรัฐบาลทรัมป์: ยกตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2025 ที่โตถึง 4.3% มายืนยันว่านโยบายนี้ทำให้ประเทศรวยขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และได้รับความยำเกรงจากทั่วโลก
• ข้อกังขาของศาล: ชี้ให้เห็นถึงด้านมืดว่า การจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเริ่มนิ่งสนิทและชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นตามภาษี
หากศาลสูงสุดสั่ง "เบรก" กำแพงภาษีนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที:
• มหกรรมคืนเงิน: กระทรวงการคลังภายใต้การนำของ สกอตต์ เบสเซนต์ ยอมรับกลายๆ แล้วว่าอาจต้องคืนภาษีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่เก็บมา
• แผน B พร้อมเสียบ: ทรัมป์ไม่ยอมถอยง่ายๆ แน่ รัฐบาลเตรียมขยับไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น "Section 301" หรือ "Section 122" ซึ่งแม้จะมีข้อจำกัดมากกว่า แต่ก็เป็นช่องทางที่กฎหมายเปิดช่องให้ประธานาธิบดีใช้ได้ตรงจุดกว่า
• ตลาดหุ้นระสับระส่าย: การยกเลิกภาษีแบบสายฟ้าแลบอาจทำให้ตลาดโลกช็อกชั่วคราว เพราะอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะลดลงฮวบฮาบเพียงชั่วข้ามคืน
บทสรุปวันศุกร์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ "ภาษี" แต่มันคือการขีดเส้นบรรทัดฐานใหม่ว่า ประธานาธิบดีจะมีอำนาจล้นฟ้าเหนือกระเป๋าเงินของประชาชนได้หรือไม่?
หากศาลสูงสุดสั่งเบรกการใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) ในวันศุกร์นี้ ทีมเศรษฐกิจของทรัมป์นำโดยรัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาเตรียม "แผนสำรอง 2 ก๊อก" เพื่อรักษามาตรการกำแพงภาษีเอาไว้ให้ได้ ดังนี้:
ก๊อกที่ 1: "ยาแก้ขัด"
(กฎหมายมาตรา 122) รัฐบาลเตรียมประกาศใช้ มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ทันที เพื่อประคองสถานการณ์
• อำนาจชั่วคราว: ให้อำนาจประธานาธิบดีตั้งภาษีชั่วคราวได้สูงถึง 15% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง
• ข้อดี: ทำได้ไวมาก แค่ประธานาธิบดีเซ็นประกาศ (Proclamation) ก็มีผลทันที ไม่ต้องรอทำประชาพิจารณ์ให้เสียเวลา
• ข้อจำกัด: เพดานภาษีตันแค่ 15% และมีอายุแค่ 5 เดือน เว้นแต่สภาคองเกรสจะต่ออายุให้ แต่นี่ก็เพียงพอที่จะใช้เป็น "เบาะรองรับ" ระหว่างเตรียมแผนขั้นต่อไป
ก๊อกที่ 2: "ค้อนปอนด์"
(กฎหมายมาตรา 301) สำหรับภาษีหนักๆ ระดับ 25–50% รัฐบาลจะหันกลับไปใช้ไม้ตายเดิมที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในสมัยแรก นั่นคือ มาตรา 301
• อำนาจชั่วคราว: ใช้โต้ตอบประเทศคู่ค้าที่ใช้นโยบาย "ไม่เป็นธรรม" หรือ "เลือกปฏิบัติ" ต่อสหรัฐฯ
• ข้อดี: กฎหมายนี้เคยผ่านการพิสูจน์ในศาลมาแล้วว่าทำได้จริง และสามารถตั้งภาษีได้สูงเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีเพดาน
• อุปสรรค: ปกติต้องมีการสอบสวนโดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งกินเวลานาน 9-12 เดือน แต่เชื่อกันว่ารัฐบาลทรัมป์จะอ้าง "สภาวะฉุกเฉิน" เพื่อทางลัด (Fast-track) ให้มีผลเร็วขึ้น
แม้แผน B จะทำให้เก็บภาษีต่อไปได้ แต่ปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ได้ง่ายๆ คือ "ปีแห่งการคืนเงินมหาศาล" ในปี 2026
1.ระบบคืนเงินอัตโนมัติ: กรมศุลกากร (CBP) อาจต้องใช้ระบบอัตโนมัติโอนเงินคืนให้ผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีไปภายใต้อำนาจกฎหมายเดิมที่ศาลตัดสินว่าผิด
2.รูรั่วในงบประมาณ: เนื่องจากรัฐบาลเอาเงินภาษีเหล่านี้ไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ แล้ว (เช่น กฎหมาย One Big Beautiful Bill) การต้องควักเนื้อคืนเงินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ แบบกะทันหัน จะทำให้เกิด "รูโหว่" ขนาดมหึมาในงบประมาณแผ่นดินทันที
อ.กฤษฎา บุญเรือง ยังระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ตามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดต้นปี 2026
สรุปคำกล่าวของทรัมป์และการตรวจสอบข้อเท็จจริง
1. ประเด็น: "เรากำลังรวยขึ้นเพราะกำแพงภาษี"
• คำกล่าวของทรัมป์: "เรากำลังรวยขึ้นเพราะกำแพงภาษี... จะมีเงินกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ไหลเข้าประเทศ หรือกำลังจะเข้ามาเร็วๆ นี้"
• Fact Check: เกินจริง (Exaggerated) * ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า รายได้จากภาษีศุลกากรในปีงบประมาณที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจริง โดยเก็บได้ประมาณ 1.87 - 1.91 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นเกือบ 200% แต่ยังห่างไกลจากตัวเลข 6.5 แสนล้านดอลลาร์ที่ทรัมป์อ้าง
◦ ตัวเลข 6.5 แสนล้านดอลลาร์นั้นใกล้เคียงกับ "มูลค่าภาษีที่คาดการณ์ตามทฤษฎี" หากคำนวณจากยอดนำเข้าทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ผู้นำเข้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (เช่น ลดการนำเข้าหรือเปลี่ยนซัพพลายเออร์) ทำให้รายได้จริงที่รัฐเก็บได้น้อยกว่าที่คำนวณไว้มาก
2. ประเด็น: "ใครเป็นคนจ่ายภาษีนี้?"
• คำกล่าวของทรัมป์: เขามักอ้างว่า "ประเทศคู่ค้า" (เช่น จีน, แคนาดา, เม็กซิโก) เป็นคนจ่ายเงินก้อนนี้ให้สหรัฐฯ
• Fact Check: ไม่จริง (False)
◦ ภาษีนำเข้า (Tariff) คือภาษีที่ "ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ" เป็นคนจ่ายให้กรมศุลกากรเมื่อสินค้ามาถึงพรมแดน
◦ ผลการศึกษาจาก Harvard และมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า 94% ของภาระภาษีตกอยู่กับบริษัทในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทเหล่านี้อาจยอมลดกำไรตัวเอง (Margin Squeeze) หรือผลักภาระไปให้ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า
3. ประเด็น: "เงินปันผลกำแพงภาษี $2,000 สำหรับทุกคน"
• คำกล่าวของทรัมป์: สัญญาว่าจะจ่ายเงิน "โบนัส" หรือ "เงินปันผล" อย่างน้อย $2,000 ให้กับชาวอเมริกัน (ยกเว้นผู้มีรายได้สูง) โดยใช้เงินจากรายได้ภาษีศุลกากร ซึ่งเรื่องนี้เป็นนโยบายประชานิยมหาเสียงสนับสนุนไว้ก่อน แต่ก็คงผิดหวัง
• Fact Check: ทำได้ยากและไม่สมเหตุสมผลทางบัญชี (Highly Improbable)
◦ ปัญหาด้านงบประมาณ: การแจกเงินคนละ $2,000 ให้กับชาวอเมริกันกลุ่มเป้าหมาย (รายได้ต่ำ-ปานกลาง) จะต้องใช้เงินประมาณ 2.8 - 6 แสนล้านดอลลาร์ แต่รายได้จากกำแพงภาษีที่เก็บได้จริงมีเพียงไม่ถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
◦ อำนาจการตัดสินใจ: ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจสั่งแจกเงินเองได้ ต้องผ่านการอนุมัติงบประมาณจากสภาคองเกรส ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่สภาจะอนุมัติในสภาวะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูง
4. ประเด็น: "กำแพงภาษีไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ"
• คำกล่าวของทรัมป์: อ้างว่าการจัดเก็บภาษีมหาศาลนี้เกิดขึ้นโดย "ไม่มีเงินเฟ้อ" (No Inflation)
• Fact Check: จริงบางส่วนแต่มีความเสี่ยงแฝง (Partially True with Caveats)
◦ อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ 2.7% ซึ่งถือว่าไม่พุ่งสูงอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเคยปรามาสไว้ในช่วงแรก
◦ เหตุผลที่ยังไม่แพงขึ้นทันที: เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ใช้วิธี "กักตุนสินค้า" (Stockpiling) ไว้ก่อนภาษีจะขึ้น และยอมลดกำไรตัวเองเพื่อรักษาฐานลูกค้า อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เตือนว่าผลกระทบของเงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงสุดในช่วงไตรมาส 1 Popcornของปี 2026 นี้ เมื่อสต็อกสินค้าเก่าหมดลง
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "อำนาจ" ว่าประธานาธิบดีสามารถใช้กฎหมาย IEEPA (กฎหมายภาวะฉุกเฉิน) มาตั้งภาษีเองได้หรือไม่ หากศาลตัดสินว่า "ทำไม่ได้" ทรัมป์จะต้องคืนเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์ และแผนการแจกเงิน $2,000 ก็จะล่มสลายลงทันที
อ.กฤษฎา บุญเรือง ระบุว่า เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ซึ่งที่ผ่านมาหลายบริษัทยอมหารสอง ช่วยกันจ่ายค่าภาษีศุลกากร ครึ่งต่อครึ่ง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าต่อผู้บริโภคขึ้นสูงเกินไป
คำตอบคือ
สำหรับผู้นำคนนี้อะไรก็เป็นไปได้.. แต่อเมริกาเป็นประเทศที่กฎหมายยังพอพึ่งได้
.. ถ้าแพ้คดีแล้วเบี้ยว ..
หากรัฐบาลสหรัฐฯ แพ้คดีภาษีในศาลสูงสุด (Supreme Court) แต่ "ปฏิเสธที่จะคืนเงิน" (ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์) สถานการณ์จะเปลี่ยนจากความขัดแย้งทางการค้าไปสู่ "วิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญ" (Constitutional Crisis) ทันที
โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ดังนี้ :
1. วิกฤตศรัทธาและหลักการแบ่งแยกอำนาจ
ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ คำตัดสินของศาลสูงสุดถือเป็นที่สิ้นสุด หากประธานาธิบดีเมินเฉยต่อคำสั่งศาล จะถือเป็นการละเมิดคำสาบานตนที่จะ "รักษากฎหมาย" อย่างร้ายแรง
• การฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รายตัว: ศาลอาจสั่งลงโทษฐาน "ละเมิดอำนาจศาล" (Contempt of Court) ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น รัฐมนตรีคลัง หรือผู้อำนวยการกรมศุลกากร ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งปรับเงินส่วนตัวหรือแม้แต่การออกหมายจับโดยเจ้าหน้าที่ U.S. Marshals (ตำรวจศาล)
• การถอดถอน (Impeachment): การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาลสูงสุดเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่สภาคองเกรสจะเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีได้
2. กลยุทธ์ "ดึงเช็ง" ด้วยระบบราชการ
รัฐบาลอาจไม่ปฏิเสธโต้งๆ แต่จะใช้วิธี "เตะถ่วง" ผ่านกระบวนการทางปกครองแทน:
• อ้างว่าเงินหมด: รัฐบาลอาจอ้างว่าเงินถูกนำไปใช้ในโครงการอื่นแล้ว (เช่น กฎหมาย One Big Beautiful Bill) และไม่มีงบประมาณสำรองสำหรับจ่ายคืนจนกว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติงบใหม่
• ใช้ช่องโหว่การปิดบัญชี (Liquidation): ในกฎหมายศุลกากร หากสินค้าถูก "ปิดบัญชี" ไปแล้วถือว่าจบกัน รัฐบาลอาจสู้คดีว่าคำตัดสินของศาลมีผลเฉพาะ "ในอนาคต" (Prospective Only) แต่เงินที่เก็บไปแล้วในอดีตไม่ต้องคืน
3. สงครามกฎหมายรายบริษัท (Individual Lawsuits)
หากไม่มีการคืนเงินแบบอัตโนมัติ บริษัททุกแห่งตั้งแต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Costco ไปจนถึงร้านของเล่นท้องถิ่น จะต้อง "ฟ้องรายตัว"
• ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) จะเป็นอัมพาต: จะมีคดีฟ้องร้องนับแสนคดีถาโถมเข้าไป ซึ่งอาจต้องใช้เวลาตัดสินนานเป็น 10 ปี
• การรักษาเกราะป้องกัน: บริษัทที่ไม่ได้ยื่นเอกสารคัดค้าน (Protests) ไว้ตั้งแต่แรกภายใน 180 วัน อาจถูกรัฐบาลปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างว่า "สละสิทธิ์" ไปแล้ว
4. ผลกระทบต่อตลาดโลกและเศรษฐกิจ
• ความเชื่อมั่นพังทลาย: นักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นในอเมริกาเพราะ "หลักนิติธรรม" (Rule of Law) หากประธานาธิบดีทำตัวเหนือกฎหมาย ค่าเงินดอลลาร์จะถูกเทขายและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือทันที
• รูรั่วในงบประมาณ: การต้องคืนเงิน $100B - $200B จะสร้างหนี้สาธารณะก้อนใหม่ทันที ซึ่งจะส่งผลต่อดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว
