svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?

08 ม.ค. 2569

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร? จุดจบของระเบียบโลกและปฏิกิริยาจากมหาอำนาจ และผลกระทบระดับโลกหากสหรัฐฯ ยึดครองกรีนแลนด์”

8 มกราคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ หากสหรัฐฯ บุกยึดกรีนแลนด์ โดยสังเขปว่า

 

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?

อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง

 

1. ฝ่าย: สหภาพยุโรป
    •    ปฏิกิริยาหลัก: ตัดความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ
    •    ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์: องค์การ NATO ล่มสลาย และยุโรปมุ่งเน้นการแยกตัวเป็นอิสระทางการทหาร

 

2. ฝ่าย: รัสเซีย
    •    ปฏิกิริยาหลัก: เร่งขยายฐานทัพและกำลังทหารในแถบอาร์กติก
    •    ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์: ได้รับชัยชนะทางการเมืองในการทำลายความน่าเชื่อถือของตะวันตก และโลกกลับสู่ยุคสงครามเย็นอย่างเต็มรูปแบบ

 

3. ฝ่าย: จีน
    •    ปฏิกิริยาหลัก: ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและจำกัดการส่งออกทรัพยากร
    •    ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์: สหรัฐฯ สูญเสียความชอบธรรมและอำนาจนำในฐานะผู้นำระเบียบโลก

 

4. ฝ่าย: กรีนแลนด์
    •    ปฏิกิริยาหลัก: เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในพื้นที่
    •    ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์: เผชิญวิกฤตสิทธิมนุษยชนและการประท้วงต่อต้านสหรัฐฯ จากทั่วโลก

 

 

 

ขยายความ ;

 

ในช่วงต้นปี 2026 ประเด็นเรื่อง "การซื้อกรีนแลนด์" ได้เปลี่ยนจากเรื่องตลกทางการทูตกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงระดับโลก 

 

หลังจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่ากรีนแลนด์คือ "จุดยุทธศาสตร์ที่จำเป็น" สำหรับการป้องกันประเทศ หากสถานการณ์บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลังทูตปืน (Gunboat Diplomacy) เข้ายึดครอง โลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนี้:

 

1. ยุโรป: "จุดจบของ NATO และการแตกหักของพันธมิตรตะวันตก"
ปฏิกิริยาจากยุโรปจะเป็นไปในทางที่รุนแรงและตื่นตระหนกที่สุด เนื่องจากกรีนแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิก NATO
    •    เดนมาร์กประกาศยุติพันธมิตร: นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน ย้ำชัดว่าการรุกรานกรีนแลนด์คือการโจมตีอำนาจอธิปไตยของเดนมาร์ก ซึ่งอาจนำไปสู่การถอนตัวจาก NATO ทันที
    •    ความมั่นคงของยุโรป: ผู้นำจากฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักรจะมองว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้พิทักษ์เสรีภาพอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นภัยคุกคาม ยุโรปจะเร่งสร้างกองทัพของตัวเอง (European Army) เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
    •    การคว่ำบาตรทางการทูต: ยุโรปอาจตอบโต้ด้วยการปฏิเสธไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในยุโรป หรือระงับความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

2. รัสเซีย: "ชัยชนะทางโฆษณาชวนเชื่อและการขยายอำนาจในอาร์กติก"
รัสเซียจะมองสถานการณ์นี้ด้วยความยินดีในเชิงกลยุทธ์ แม้จะมีความกังวลเรื่องความมั่นคง
    •    การอ้างความชอบธรรม: รัสเซียจะใช้กรณีนี้เป็นข้ออ้างว่า "สหรัฐฯ ก็ทำเหมือนกัน" เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานในยูเครนหรือพื้นที่อื่น ๆ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
    •    การสะสมกำลังอาวุธ: รัสเซียจะใช้การยึดครองของสหรัฐฯ เป็นข้ออ้างในการเพิ่มกำลังทหารและนิวเคลียร์ในเขตอาร์กติกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อคานอำนาจกับฐานทัพสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในกรีนแลนด์
    •    การทำลายความเป็นปึกแผ่นของตะวันตก: เป้าหมายหลักของรัสเซียคือการเห็น NATO ล่มสลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้จะตอบโจทย์นั้นอย่างสมบูรณ์


3. จีน: "ภัยคุกคามต่อเส้นทางสายไหมขั้วโลก"
จีนมองว่ากรีนแลนด์เป็นส่วนสำคัญของ "เส้นทางสายไหมขั้วโลก" (Polar Silk Road) และแหล่งทรัพยากรแร่หายาก (Rare Earths)
    •    การสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: จีนได้พยายามลงทุนในเหมืองแร่และโครงสร้างพื้นฐานในกรีนแลนด์มานาน หากสหรัฐฯ ยึดครอง การลงทุนทั้งหมดของจีนจะถูกตัดขาดทันที
    •    สงครามการทูตใน UN: จีนจะขึ้นเป็นผู้นำในเวทีสหประชาชาติเพื่อประณามสหรัฐฯ ว่าเป็น "ลัทธิจักรวรรดินิยมสมัยใหม่" เพื่อดึงกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ให้มาเป็นพวกและลดทอนความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในระดับโลก
    •    การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ: จีนอาจตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เพื่อเป็นการแก้เผ็ด

 

 

สรุป ;

 

การเข้ายึดกรีนแลนด์ด้วยกำลังอาจทำให้สหรัฐฯ ได้ชัยชนะทางภูมิศาสตร์ในระยะสั้น แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพันธมิตรทั้งหมดที่มี และการก้าวเข้าสู่ยุคที่ระเบียบโลกถูกกำหนดด้วยกำลังทหารแทนที่กฎหมายระหว่างประเทศ

 

 

 

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?

 

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?

 

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?

 

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?

 

 

 

 

“แผนสหรัฐฯรุกคืบกรีนแลนด์: ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?”

 

อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ ยังวิเคราะห์ต่อว่า 

ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยเงียบหายไปกลับมาเป็นที่สนใจของโลกอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มพุ่งเป้าไปที่ "กรีนแลนด์" เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่ได้มองว่าเป็นเพียงดินแดนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง แต่มองว่าเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ

ตั้งแต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทีมสุนัขลากเลื่อนของเดนมาร์ก ไปจนถึงการอ้างเรื่องการพบเรือลึกลับของรัสเซียและจีนที่วนเวียนอยู่นอกชายฝั่งอาร์กติก ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากการตั้งคำถามเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า "ต้องการ" ครอบครองดินแดนแห่งนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ สหรัฐฯ จำเป็นต้อง "ซื้อ" หรือ "ยึด" กรีนแลนด์จริงๆ หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ?

 

 

 

"บ้านใครก็ช่าง แต่เรามีกุญแจ" : สิทธิพิเศษเหนือดินแดนน้ำแข็ง

 

ข้อโต้แย้งที่ทรงพลังที่สุดต่อการเข้ายึดครองกรีนแลนด์คือ ข้อตกลงป้องกันประเทศปี 1951 ซึ่งลงนามในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์ก (ข้อตกลงที่คนไม่ค่อยรู้จักนี้มอบอำนาจมหาศาลให้กับเพนตากอนในแบบที่น้อยประเทศจะยอมให้ได้)

 

ภายใต้สนธิสัญญานี้ สหรัฐฯ มีสิทธิแทบจะเบ็ดเสร็จในการ:

    •    สร้างและบำรุงรักษา: จัดตั้งฐานทัพทหารได้ทั่วเกาะ
    •    ควบคุมเบ็ดเสร็จ: กำหนดการนำเครื่องบินขึ้น-ลง การทอดสมอเรือ และการเคลื่อนไหวของยานพาหนะทุกชนิด
    •    เฝ้าระวังทางยุทธศาสตร์: ดำเนินการฐานอวกาศ Pittufik (เดิมชื่อ Thule) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบเตือนภัยขีปนาวุธของสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จริงๆ แล้วสหรัฐฯ "ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ" ในกรีนแลนด์อยู่แล้ว 
หากเป้าหมายคือเรื่องความมั่นคง สหรัฐฯ มีกรอบกฎหมายที่รองรับการขยายฐานทัพได้ทันที เพียงแค่ต้อง "เอ่ยปากขอกันดีๆ" เท่านั้น

 

 

ทำไมต้องอยากเป็นเจ้าของ?

หากสิทธิทางทหารมีอยู่แล้ว ทำไมทรัมป์ถึงยังหมกมุ่นกับการจะครอบครองกรีนแลนด์ให้ได้? เหตุผลน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลัก:

 

1. การเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อข่มขวัญคู่แข่ง

รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความกังวลเรื่องเรือต่างชาติที่มาป้วนเปี้ยนใกล้ชายฝั่ง การผนวกกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จะช่วยกำจัด "พื้นที่สีเทา" ของอำนาจอธิปไตยที่รัสเซียหรือจีนอาจใช้เป็นช่องว่างได้ ที่ปรึกษาอย่าง สตีเฟน มิลเลอร์ ถึงกับกล่าวว่า "จะไม่มีใครกล้าสู้กับสหรัฐฯ" เพื่อแย่งชิงกรีนแลนด์หากมันเป็นของเราแล้ว

 

 

2. ขุมทรัพย์ใต้แผ่นน้ำแข็ง

นอกจากเรื่องความมั่นคง กรีนแลนด์คือขุมทรัพย์ของ แร่ธาตุหายาก (Critical Minerals) จำนวนมหาศาล เมื่อน้ำแข็งละลายลง ดินแดนนี้จะกลายเป็นแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทคและการป้องกันประเทศ แม้ผู้นำกรีนแลนด์จะบอกว่าพร้อมทำธุรกิจกับสหรัฐฯ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการ "สิทธิในการควบคุม" ทรัพยากรเหล่านี้โดยตรงมากกว่าการพึ่งพาสัญญาการค้า

 

 

 

อุปสรรคชิ้นโต: ประชาธิปไตยและศักดิ์ศรี

เส้นทางสู่ "American Greenland" เต็มไปด้วยกับระเบิดทางการทูต ต่างจากปี 1946 ที่สหรัฐฯ เคยเสนอทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อเกาะนี้ เพราะวันนี้บริบทการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว:

    •    อำนาจตัดสินใจอยู่ที่คนในพื้นที่: ตั้งแต่ปี 2004 กรีนแลนด์มีรัฐบาลกึ่งอิสระและมีสิทธิทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราช
    •    เสียงต้านจากชาวกรีนแลนด์: ผลสำรวจระบุว่า 85% ของประชากร คัดค้านการถูกสหรัฐฯ เข้ายึดครอง นายกรัฐมนตรี เจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "ประเทศเราไม่ได้มีไว้ขาย"
    •    ท่าทีของเดนมาร์ก: นายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน เตือนว่าความพยายามเข้ายึดครองกรีนแลนด์ อาจหมายถึง "จุดจบของระเบียบโลก" 

องค์การ NATO เองก็อาจจะมีปัญหาเนื่องจากหากสหรัฐอเมริกาบุกพื้นที่ของเดนมาร์ก ซึ่งทั้งสองเป็นสมาชิก แล้วองค์การจะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

เนื่องจากเมื่อสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตีหมายถึงทั้งกลุ่ม 32 ประเทศ จะต้องร่วมกันปกป้อง

 


บทสรุป: อำนาจที่มีอยู่แล้ว...หรือความต้องการที่มากกว่านั้น?

 

ความตึงเครียดในตอนนี้อยู่ที่เส้นแบ่งระหว่าง "อิทธิพล" กับ "การเป็นเจ้าของ" นักวิเคราะห์มองว่าระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เอื้อต่อสหรัฐฯ มากพออยู่แล้ว หากสหรัฐฯ ต้องการสร้างรันเวย์หรือท่าเรือใหม่ เดนมาร์กและกรีนแลนด์ก็มักจะตอบตกลงตามมารยาททางการทูต

การเมินเฉยต่อกลไกทางการทูตที่มีอยู่ แล้วผลักดันการเข้าครอบครองแบบเบ็ดเสร็จ อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียมิตรแท้เพียงกลุ่มเดียวที่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าไปปักหมุดในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของอาร์กติก ในวันที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายและ "เกมชิงอำนาจ" เริ่มระอุขึ้น 

คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ 2.0 จะเลือกใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ หรือจะเลือกเขียนแผนที่โลกใหม่ด้วยการเผชิญหน้า… เพราะข้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่… และข้าอยากจะทำในสิ่งที่ข้าต้องการเพื่อผลประโยชน์ซ่อนเร้นอย่างอื่น? 

 

 

แผน "สหรัฐฯ" รุกคืบ "กรีนแลนด์" ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?