ขยายความ ;
ในช่วงต้นปี 2026 ประเด็นเรื่อง "การซื้อกรีนแลนด์" ได้เปลี่ยนจากเรื่องตลกทางการทูตกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงระดับโลก
หลังจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่ากรีนแลนด์คือ "จุดยุทธศาสตร์ที่จำเป็น" สำหรับการป้องกันประเทศ หากสถานการณ์บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลังทูตปืน (Gunboat Diplomacy) เข้ายึดครอง โลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนี้:
1. ยุโรป: "จุดจบของ NATO และการแตกหักของพันธมิตรตะวันตก"
ปฏิกิริยาจากยุโรปจะเป็นไปในทางที่รุนแรงและตื่นตระหนกที่สุด เนื่องจากกรีนแลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นสมาชิก NATO
• เดนมาร์กประกาศยุติพันธมิตร: นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน ย้ำชัดว่าการรุกรานกรีนแลนด์คือการโจมตีอำนาจอธิปไตยของเดนมาร์ก ซึ่งอาจนำไปสู่การถอนตัวจาก NATO ทันที
• ความมั่นคงของยุโรป: ผู้นำจากฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักรจะมองว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้พิทักษ์เสรีภาพอีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นภัยคุกคาม ยุโรปจะเร่งสร้างกองทัพของตัวเอง (European Army) เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
• การคว่ำบาตรทางการทูต: ยุโรปอาจตอบโต้ด้วยการปฏิเสธไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในยุโรป หรือระงับความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
2. รัสเซีย: "ชัยชนะทางโฆษณาชวนเชื่อและการขยายอำนาจในอาร์กติก"
รัสเซียจะมองสถานการณ์นี้ด้วยความยินดีในเชิงกลยุทธ์ แม้จะมีความกังวลเรื่องความมั่นคง
• การอ้างความชอบธรรม: รัสเซียจะใช้กรณีนี้เป็นข้ออ้างว่า "สหรัฐฯ ก็ทำเหมือนกัน" เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรุกรานในยูเครนหรือพื้นที่อื่น ๆ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
• การสะสมกำลังอาวุธ: รัสเซียจะใช้การยึดครองของสหรัฐฯ เป็นข้ออ้างในการเพิ่มกำลังทหารและนิวเคลียร์ในเขตอาร์กติกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อคานอำนาจกับฐานทัพสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในกรีนแลนด์
• การทำลายความเป็นปึกแผ่นของตะวันตก: เป้าหมายหลักของรัสเซียคือการเห็น NATO ล่มสลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้จะตอบโจทย์นั้นอย่างสมบูรณ์
3. จีน: "ภัยคุกคามต่อเส้นทางสายไหมขั้วโลก"
จีนมองว่ากรีนแลนด์เป็นส่วนสำคัญของ "เส้นทางสายไหมขั้วโลก" (Polar Silk Road) และแหล่งทรัพยากรแร่หายาก (Rare Earths)
• การสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: จีนได้พยายามลงทุนในเหมืองแร่และโครงสร้างพื้นฐานในกรีนแลนด์มานาน หากสหรัฐฯ ยึดครอง การลงทุนทั้งหมดของจีนจะถูกตัดขาดทันที
• สงครามการทูตใน UN: จีนจะขึ้นเป็นผู้นำในเวทีสหประชาชาติเพื่อประณามสหรัฐฯ ว่าเป็น "ลัทธิจักรวรรดินิยมสมัยใหม่" เพื่อดึงกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ให้มาเป็นพวกและลดทอนความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในระดับโลก
• การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ: จีนอาจตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เพื่อเป็นการแก้เผ็ด
สรุป ;
การเข้ายึดกรีนแลนด์ด้วยกำลังอาจทำให้สหรัฐฯ ได้ชัยชนะทางภูมิศาสตร์ในระยะสั้น แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพันธมิตรทั้งหมดที่มี และการก้าวเข้าสู่ยุคที่ระเบียบโลกถูกกำหนดด้วยกำลังทหารแทนที่กฎหมายระหว่างประเทศ
“แผนสหรัฐฯรุกคืบกรีนแลนด์: ความมั่นคง ยุทธศาสตร์ หรือแค่ข้ออ้างในการขยายอาณาจักร?”
อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ ยังวิเคราะห์ต่อว่า
ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยเงียบหายไปกลับมาเป็นที่สนใจของโลกอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มพุ่งเป้าไปที่ "กรีนแลนด์" เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่ได้มองว่าเป็นเพียงดินแดนที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง แต่มองว่าเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ
ตั้งแต่การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทีมสุนัขลากเลื่อนของเดนมาร์ก ไปจนถึงการอ้างเรื่องการพบเรือลึกลับของรัสเซียและจีนที่วนเวียนอยู่นอกชายฝั่งอาร์กติก ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากการตั้งคำถามเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า "ต้องการ" ครอบครองดินแดนแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ สหรัฐฯ จำเป็นต้อง "ซื้อ" หรือ "ยึด" กรีนแลนด์จริงๆ หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ?
"บ้านใครก็ช่าง แต่เรามีกุญแจ" : สิทธิพิเศษเหนือดินแดนน้ำแข็ง
ข้อโต้แย้งที่ทรงพลังที่สุดต่อการเข้ายึดครองกรีนแลนด์คือ ข้อตกลงป้องกันประเทศปี 1951 ซึ่งลงนามในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์ก (ข้อตกลงที่คนไม่ค่อยรู้จักนี้มอบอำนาจมหาศาลให้กับเพนตากอนในแบบที่น้อยประเทศจะยอมให้ได้)
ภายใต้สนธิสัญญานี้ สหรัฐฯ มีสิทธิแทบจะเบ็ดเสร็จในการ:
• สร้างและบำรุงรักษา: จัดตั้งฐานทัพทหารได้ทั่วเกาะ
• ควบคุมเบ็ดเสร็จ: กำหนดการนำเครื่องบินขึ้น-ลง การทอดสมอเรือ และการเคลื่อนไหวของยานพาหนะทุกชนิด
• เฝ้าระวังทางยุทธศาสตร์: ดำเนินการฐานอวกาศ Pittufik (เดิมชื่อ Thule) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบเตือนภัยขีปนาวุธของสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จริงๆ แล้วสหรัฐฯ "ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ" ในกรีนแลนด์อยู่แล้ว
หากเป้าหมายคือเรื่องความมั่นคง สหรัฐฯ มีกรอบกฎหมายที่รองรับการขยายฐานทัพได้ทันที เพียงแค่ต้อง "เอ่ยปากขอกันดีๆ" เท่านั้น
ทำไมต้องอยากเป็นเจ้าของ?
หากสิทธิทางทหารมีอยู่แล้ว ทำไมทรัมป์ถึงยังหมกมุ่นกับการจะครอบครองกรีนแลนด์ให้ได้? เหตุผลน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลัก:
1. การเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อข่มขวัญคู่แข่ง
รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความกังวลเรื่องเรือต่างชาติที่มาป้วนเปี้ยนใกล้ชายฝั่ง การผนวกกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ จะช่วยกำจัด "พื้นที่สีเทา" ของอำนาจอธิปไตยที่รัสเซียหรือจีนอาจใช้เป็นช่องว่างได้ ที่ปรึกษาอย่าง สตีเฟน มิลเลอร์ ถึงกับกล่าวว่า "จะไม่มีใครกล้าสู้กับสหรัฐฯ" เพื่อแย่งชิงกรีนแลนด์หากมันเป็นของเราแล้ว
2. ขุมทรัพย์ใต้แผ่นน้ำแข็ง
นอกจากเรื่องความมั่นคง กรีนแลนด์คือขุมทรัพย์ของ แร่ธาตุหายาก (Critical Minerals) จำนวนมหาศาล เมื่อน้ำแข็งละลายลง ดินแดนนี้จะกลายเป็นแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทคและการป้องกันประเทศ แม้ผู้นำกรีนแลนด์จะบอกว่าพร้อมทำธุรกิจกับสหรัฐฯ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องการ "สิทธิในการควบคุม" ทรัพยากรเหล่านี้โดยตรงมากกว่าการพึ่งพาสัญญาการค้า
อุปสรรคชิ้นโต: ประชาธิปไตยและศักดิ์ศรี
เส้นทางสู่ "American Greenland" เต็มไปด้วยกับระเบิดทางการทูต ต่างจากปี 1946 ที่สหรัฐฯ เคยเสนอทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อเกาะนี้ เพราะวันนี้บริบทการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว:
• อำนาจตัดสินใจอยู่ที่คนในพื้นที่: ตั้งแต่ปี 2004 กรีนแลนด์มีรัฐบาลกึ่งอิสระและมีสิทธิทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราช
• เสียงต้านจากชาวกรีนแลนด์: ผลสำรวจระบุว่า 85% ของประชากร คัดค้านการถูกสหรัฐฯ เข้ายึดครอง นายกรัฐมนตรี เจนส์-เฟรเดอริก นีลเซน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "ประเทศเราไม่ได้มีไว้ขาย"
• ท่าทีของเดนมาร์ก: นายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน เตือนว่าความพยายามเข้ายึดครองกรีนแลนด์ อาจหมายถึง "จุดจบของระเบียบโลก"
องค์การ NATO เองก็อาจจะมีปัญหาเนื่องจากหากสหรัฐอเมริกาบุกพื้นที่ของเดนมาร์ก ซึ่งทั้งสองเป็นสมาชิก แล้วองค์การจะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร
เนื่องจากเมื่อสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตีหมายถึงทั้งกลุ่ม 32 ประเทศ จะต้องร่วมกันปกป้อง
บทสรุป: อำนาจที่มีอยู่แล้ว...หรือความต้องการที่มากกว่านั้น?
ความตึงเครียดในตอนนี้อยู่ที่เส้นแบ่งระหว่าง "อิทธิพล" กับ "การเป็นเจ้าของ" นักวิเคราะห์มองว่าระบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เอื้อต่อสหรัฐฯ มากพออยู่แล้ว หากสหรัฐฯ ต้องการสร้างรันเวย์หรือท่าเรือใหม่ เดนมาร์กและกรีนแลนด์ก็มักจะตอบตกลงตามมารยาททางการทูต
การเมินเฉยต่อกลไกทางการทูตที่มีอยู่ แล้วผลักดันการเข้าครอบครองแบบเบ็ดเสร็จ อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียมิตรแท้เพียงกลุ่มเดียวที่ยอมให้สหรัฐฯ เข้าไปปักหมุดในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของอาร์กติก ในวันที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายและ "เกมชิงอำนาจ" เริ่มระอุขึ้น
คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ 2.0 จะเลือกใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ หรือจะเลือกเขียนแผนที่โลกใหม่ด้วยการเผชิญหน้า… เพราะข้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่… และข้าอยากจะทำในสิ่งที่ข้าต้องการเพื่อผลประโยชน์ซ่อนเร้นอย่างอื่น?