Financial Times รายงานว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีเครื่องบินทิ้งระเบิด Stealth B-2 ที่ติดตั้งระบบเจาะเกราะ ด้วยวัตถุระเบิดขนาดมหึมา 30,000 ปอนด์ ที่ออกแบบมาเพื่อการโจมตีประเภทนี้โดยเฉพาะ แต่ทางเลือกของอิสราเอลกลับมีข้อจำกัดมากกว่า โดยถ้าอิสราเอลปฏิบัติการเพียงลำพัง เครื่องบินรบ F-15 ของอิสราเอล สามารถบรรทุกระเบิดบังเกอร์ บัสเตอร์ GBU-28 หนักระหว่าง 4,000-5,000 ปอนด์ แต่ละลูกสามารถเจาะคอนกรีตหนา 5-6 เมตร เชื่อว่า อิสราเอลมีระเบิดประเภทนี้ แต่ปกปิดจำนวนเป็นความลับสุดยอด
ชาร์ลส วัลด์ นายพลเกษียณแห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันทำงานที่ National Security of America ให้ความเห็นว่า อิสราเอลยังมีระเบิดขนาด 5,000 ปอนด์ ไม่พอต่อการทำลายฟอร์โดว์กับนาทานซ์ Fordow และ Natanz ส่วน แมทธิว ซาวิลล์ หัวหน้าแผนกวิทยาศาสตร์การทหารของ "Royal United Services Institute" ในกรุงลอนดอน ให้ความเห็นว่า อิสราเอลสามารถทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้อย่างมาก แต่ก็น่าสงสัยว่า สามารถทำลายได้ด้วยตัวเองหรือไม่
ในทางกลับกัน อิหร่าน กลับสร้างความตกตะลึงทาง "ยุทธศาสตร์" ได้มากกว่า ด้วยการเจาะทะลุระบบป้องกันทางอากาศของอิสราเอล โดยขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเจาะระบบป้องกันทางอากาศหลายชั้น ที่อิสราเอลได้รับการยกย่องเรื่องประสิทธิภาพมาโดยตลอด รวมทั้งระบบ Iron Dome, David's Sling และ Arrow ที่ช่วยสกัดขีปนาวุธหลายลูกที่พุ่งเข้าสู่น่านฟ้าอิสราเอล แต่หลายลูกก็หลุดรอดเข้าไปสร้างความเสียหายและทำให้เกิดคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับศักยภาพที่เคยได้รับการยอมรับนับถือเหล่านี้
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญห่วงก็คือ อิสราเอล จะติดหล่มอยู่ในความขัดแย้งกับอิหร่าน เหมือนกับที่รัสเซียติดหล่มสงครามยูเครนหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่า เพราะอิสราเอลยังมีปัญหาขัดแย้งในฉนวนกาซาที่ยังแก้ไม่ตก ทั้งยังต้องรับมือกับสงครามที่ก่อขึ้นใหม่ที่อาจลากอีกหลายประเทศเข้าร่วมโดยไม่เต็มใจก็เป็นได้