นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมแถลงว่า กล่องดำบันทึกข้อมูลการบินที่พบจากจุดเกิดเหตุที่สนามบินมูอันได้รับความเสียหายภายนอก และส่งไปยังสนามบินกิมโปเพื่อตรวจวิเคราะห์ต่อไป และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติของสหรัฐฯ จะร่วมสอบสวนเหตุการณ์เครื่องบินเจจูแอร์ชนกำแพงในสนามบินด้วย โดยขณะนี้บริษัทโบอิ้ง และ ซีเอฟเอ็ม อินเตอร์แนชันแนล ผู้ผลิตเครื่องบินติดต่อให้ความร่วมมือกับการสอบสวนแล้ว
ขณะที่มีรายงานว่า เครื่องบินที่ประสบโศกนาฏกรรมในสนามบินมูอัน ถูกใช้งานหนักและมีเวลาซ่อมบำรุงน้อย โดยบิน 13 เที่ยว ใน 48 ชม. ก่อนประสบเหตุร้าย มีทั้งบินระหว่างมูอัน, เกาะเชจู และเมืองอินชอน และยังบินไปต่างประเทศด้วย รวมถึง กรุงปักกิ่ง, กรุงเทพฯ, โคตาคินาบาลู, นางาซากิ และไทเป
ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมการบิน เครื่องบินจะต้องมีเวลาซ่อมบำรุง ทำความสะอาด และเติมเชื้อเพลิงระหว่างเที่ยวบิน แต่เที่ยวบินอยู่ในสนามบินมูอัน 62 นาที ก่อนมุ่งหน้าไปโคตาคินาบาลู แสดงว่า ใช้เวลาสำหรับการซ่อมบำรุงเพียง 28 นาที ซึ่งเป็นเวลามาตรฐานขั้นต่ำสุดที่รัฐบาลกำหนด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า เวลาเท่านี้พอแค่ตรวจไฟแจ้งเตือนต่าง ๆ ในห้องนักบิน และตรวจดูสภาพความเสียหายที่เห็นได้ชัดภายนอก แต่ไม่สามารถตรวจอย่างละเอียดได้
ขณะนี้หน่วยงานกับดูแลการบินและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการบินกำลังเผชิญแรงกดดันให้ทบทวนข้อบังคับที่มีอยู่ โดยเฉพาะระยะเวลาขั้นต่ำสุดสำหรับการซ่อมบำรุง เพื่อป้องกันให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีกในอนาคต
เจจูแอร์เป็นหนึ่งในเที่ยวบินที่มีอัตราการใช้เครื่องบินเฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุดในบรรดาสายการบินภายในประเทศ โดยมันทึกว่า เครื่องบินลำหนึ่งของเจจูแอร์มีชั่วโมงบินเฉลี่ยต่อเดือนที่ 418 ชม. ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ซึ่งมากที่สุดในบรรดาสายการบินต้นทุนต่ำ 6 แห่งของประเทศ