เอาจริงๆ มันเป็นช่วงที่ข่าวกำลังร้อนมากๆ ผมก็เครียด มันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญก่อนที่ผมจะออกไปพูดกับ พี่ณวัฒน์ คืนนั้นผมรู้สึกแย่มาก กินข้าวไม่ได้ กินได้ทีละคำ นอนทั้งวัน ร่างกายก็ผอม คืนนั้นอ้วกออกมามีสีแดงปน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ไปทำบุญ เดินไม่ไหวขับรถไม่ไหว นั่งเหมือนไม่มีวิญญาณ วันสิ้นปีมันควรเป็นวันของการเฉลิมฉลอง มีความสุข แต่ครอบครัวผมไม่ใช่ ผมนั่งสวดมนต์ข้ามปีกับคุณแม่ที่ห้องพระ สวดจนข้ามปี ผมให้แม่อวยพรให้ เพราะวันรุ่่งขึ้นผมต้องไปแถลงข่าวกับพี่ณวัฒน์ ผมกอดแม่แล้วร้องไห้ ถามว่าถึงขั้นไม่อยากอยู่ไหม ไม่ถึงขั้นนั้น
ผมเป็นคนต่อสู้ชีวิตมาก่อน ผมรักและหวงแหนตัวเองมาก กว่าที่เราจะมาถึงตรงนี้ได้ ยืนจุดนี้ได้มันผ่านอะไรมาเยอะ แต่มีความรู้สึกแวบนึงถ้าพรุ่งนี้เราไม่ตื่นละ เรื่องราวพวกนี้จะยังอยู่มั้ยหรือจบลง มันก็คิดแค่นี้ กำลังใจที่มีคนแรกเลยคือคุณแม่ บางอย่างที่ข่าวเกิดขึ้นบางทีผมไม่ได้มีที่ปรึกษา เราปรึกษากันเองแม่ลูก พอมีอะไรผิดพลาดไป เราก็อยู่กัน 2 คน มีคืนที่ผมบอกแม่ว่าไม่ไหว วันรุ่งขึ้นผมต้องไปคุยกับพี่ณวัฒน์ แม่โทรฯคุยกับพี่ที่สนิทกันว่าผมจะไม่ไหวมั้ยไม่รู้ แต่มันต้องสู้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เราจะจบแค่นี้ก็เป็นเวรกรรมของเรา แต่ถ้าเราได้ไปต่อก็ถือว่าเราคิดถูก แม่ให้กำลังใจลุกขึ้นมาสู้ มันเรื่องแค่นี้เราไม่ได้ทำอะไรที่รุนแรง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม่รักและสนับสนุน แฟนคลับก็อยู่เคียงข้างผมตลอด รักและขอบคุณมากๆ ถ้าใครรู้จักผม ผมไม่เคยมีข่าวเสียหาย พอเรามาเจอหลายคนโจมตีเรามันหนักจริงๆ ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ผมเป็นคนที่ขี้เกรงใจ เข้าถึงกับทุกคน เชื่อคนง่าย เค้าให้ทำอะไรก็ทำ
ผมมานั่งคิดทบทวนต่อไปนี้เราต้องสแกนคน คิดแล้วค่อยตัดสินใจ ข้อดีข้อเสีย มีสติมากขึ้น เลือกคบคน อย่างการเป็นนักแสดงอิสระก่อนหน้านี้คือกลัวมากๆ พอเราได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่หลายๆช่อง รู้สึกว่ามันก็ดีนะ ดีใจมากๆที่ผู้ใหญ่ยังให้โอกาสเรา เรื่องความรักเกรงใจแฟนคลับ ก็มีคนคุยครับ ผมก็ค่อนข้างคาดหวังเพราะ 34 แล้ว มีคนมาคอยอยู่กับเรามันก็น่าจะดี ผมก็เหงามานาน แต่ตอนนี้เอางานไว้ก่อน เป็นคนนอกวงการครับ เพิ่งคุยกันได้ไม่นาน
ที่มารายการคุยแซ่บshow