ด้านผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วีระพงศ์ มาลัย ระบุ ภาวะเศรษฐกิจของ SME ในปี 2565 ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว
และขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้จากการขยายตัวของยอดการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น รถยนต์นั่ง พาหนะเพื่อการพาณิชย์ ซีเมนต์ผสม เป็นต้น คาดว่าสิ้นปี 2565 เศรษฐกิจของ SME หรือ GDP SME จะขยายตัว 4.9% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.2% เป็นผลจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น ราคาพืชผลการเกษตร การส่งออก ต้นทุนด้านพลังงาน รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าหลักที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับคาดการณ์แนวโน้มปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.8-4.8% ขณะที่การขยายตัว GDP SME จะอยู่ที่ 4.1- 5.8% ผลจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ขยายตัวดีขึ้นเกือบทุกด้าน โดยการบริโภคภาคครัวเรือน คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.2% เนื่องจากประชาชนมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของการจ้างงาน แม้ว่าสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนต่อ GDP จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ด้านการใช้จ่ายของรัฐบาลปรับตัวลดลงเล็กน้อยเท่ากับ 0.6%
ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.7% เช่นเดียวกับการเติบโตของการลงทุนของรัฐบาล ที่จะเพิ่มขึ้นในอัตรา 2.5% จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าและบริการจะยังขยายตัวได้โดยเฉพาะด้านบริการการท่องเที่ยวของประเทศจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจึงคาดว่าการมูลค่าส่งออกสินค้าและบริการโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 5%