สำหรับขั้นตอนการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี จะแตกต่างจากปีก่อนๆ ซึ่งในอดีตเมื่อซื้อกองทุน SSF หรือ RMF เวลาจะทำเรื่องลดหย่อนภาษีต้องแสดงหลักฐานการซื้อหากมีการขอหลักฐานจากกรมสรรพากร และต้องกรอกในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตอนยื่นให้กับกรมสรรพากร
แต่สำหรับปีนี้ ถ้าซื้อกองทุนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 65 เป็นต้นไป จำเป็นต้องแจ้งความประสงค์ที่จะใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้กับ บลจ. ที่ตัวเองได้ซื้อ
โดยถ้าหากไม่แจ้ง จะไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้น หากซื้อในปีนี้หรือกำลังจะซื้อก่อนสิ้นปี เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีในปี 65 นักลงทุนจะต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ภายในวันที่ 31 ธ.ค.65
หันมาดูข้อมูลของบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่า ในเดือนต.ค.65 ที่ผ่านมากองทุน RMF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 372,000 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงสิ้นปี 64 ประมาณ 6.1%
โดยในเดือนต.ค.มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับเดือนต.ค.ปีที่แล้ว รวมเป็นเงินไหลเข้าสุทธิสะสมรอบ 10 เดือนที่มูลค่า 4,980 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีเงินไหลเข้าสุทธิสะสม 7,000 ล้านบาท
กองทุน RMF ลงทุนหุ้นไทยขนาดใหญ่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นไทยในปีนี้ที่ถือว่าดีกว่า การลงทุนหุ้นต่างประเทศค่อนข้างมาก
ส่วนกลุ่มตราสารหนี้ในประเทศที่แม้จะมีผลตอบแทนติดลบในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่ในระยะยาวกองทุนตราสารหนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการจัดพอร์ตการลงทุน
ขณะที่เดือนพ.ย.65 กองทุน SSF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 40,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนต.ค.ประมาณ 3% โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 800 ล้านบาทในช่วงวันที่ 1-22 พ.ย. ที่ผ่านมา รวม 11 เดือนมีเงินไหลเข้าสุทธิ 5,600 ล้านบาท
กลุ่มกองทุน SSF ที่ได้รับความนิยมในช่วงเดือนพ.ย.คือ กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นทั่วโลก และหุ้นเวียดนาม ซึ่งโดยรวมแล้ว ยังคงเป็นกลุ่มหุ้นทั่วโลกที่มีเงินไหลเข้าสะสมมากที่สุด 1,300 ล้านบาท
ด้านผลตอบแทนจากการลงทุนในปีนี้ส่วนใหญ่ยังคงติดลบ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี หุ้นสหรัฐ หรือหุ้นจีน แต่ในระยะสั้น ก็เริ่มมีภาพของการฟื้นตัวเป็นส่วนใหญ่จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น
ส่วนของกองทุน SSF และ RMF ที่เหล่าบลจ.แนะนำให้เข้าซื้อในช่วงที่เหลือของปีนี้นั้นมีให้เลือกหลากหลาย เริ่มจาก บลจ.กรุงศรี เสนอกองทุน SSF ความเสี่ยงต่ำ ลงทุนในตราสารหนี้สัดส่วนที่มีนัยสำคัญ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับได้ความเสี่ยงต่ำ และต้องการผลประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก
โดยมีกองทุนที่แนะนำคือ กองทุนกรุงศรีตราสารเงิน-เพื่อการออม (KFCASHSSF) ส่วนกองทุน SSF ที่ลงทุนในหุ้น กองทุนที่แนะนำคือ กองทุนกรุงศรี SET100-เพื่อการออม (KFS100SSF)
ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนประกอบของดัชนี SET 100 และกองทุน SSF ลงทุนต่างประเทศ คือ กองทุนกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้ปันผลเพื่อการออม (KFGBRANSSF) และกองทุนกรุงศรีไชน่าเอแชร์อิควิตี้เพื่อการออม (KFACHINSSF)
ขณะที่บลจ.กสิกรไทย แนะนำ กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อการออม (K-SF-SSF) เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย ต้องการพักเงินในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนก่อนสับเปลี่ยนไปยังกองทุน SSF ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในช่วงที่ตลาดเริ่มคลี่คลาย
กองทุนเปิดเค โกลบอล อินคัม เพื่อการเลี้ยงชีพ (K-GINCOME-RMF) เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง และต้องการลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตเกษียณ ด้วยการกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก
ด้านบลจ.วรรณ ส่งกองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล (ONE-UGG-ASSF) ลุยตลาดรวมถึงกองทุนเปิด วรรณ อัลติเมท โกลบอล อิควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ หน่วยลงทุนชนิดทั่วไป (ONE-UGERMF-A)
กองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม แบบไม่จ่ายเงินปันผล (ONE-ALLCHINA-ASSF) ให้เป็นทางเลือกของนักลงทุน
ส่วนบลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) แนะนำกองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล ไดนามิค ดีวิเด็น ฟันด์ – ชนิดเพื่อการออม (ABGDD-SSF), กองทุนเปิด อเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี้ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (ABAPAC-RMF), กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมาร์ทแคปปิตอล เพื่อการเลี้ยงชีพ (ABSC-RMF) และกองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมาร์ทอินคัม เพื่อการเลี้ยงชีพ (ABSI-RMF)
ปิดท้ายบลจ.กรุงไทย แนะกองทุนกลุ่มมั่ง มี ศรี สุข เพื่อการออม (SSF) และเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ประกอบด้วย 4 กลุ่มกองทุนย่อย ได้แก่ กองทุนเปิดกรุงไทยมั่งคั่ง SSF/RMF (KTMUNG SSF/RMF), กองทุนเปิดกรุงไทยมีทรัพย์ SSF/RMF (KTMEE SSF/RMF), กองทุนเปิดกรุงไทยศรีสิริ SSF/RMF (KTSRI SSF/RMF) และกองทุนเปิดกรุงไทยสุขใจ SSF/RMF (KTSUK SSF/RMF)
การตัดสินใจลงทุนในกองทุนประเภทใด นอกจากจะพิจารณาเรื่องของนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทนแล้ว ยังต้องมองไปถึงค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการของกองทุน
ซึ่งเป็นต้นทุนที่นักลงทุนจะต้องจ่ายทุกปี ไม่ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในปีนั้นๆ จะเป็นบวกหรือลบก็ตาม และแม้หากว่ากองทุนจะทำผลตอบแทนได้ดี
แต่หากค่าธรรมเนียมแพงมากเกินไป เมื่อเทียบกับกองอื่น ๆ ในประเภทเดียวกัน ก็จะเป็นตันทุนที่คอยกัดกร่อนให้ผลตอบแทนโดยรวมในระยะยาว ไม่สูงอย่างที่คาดหวังไว้ได้...