1.การประชาสัมพันธ์การพัฒนาของประเทศไทยทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียบประเพณี ให้เป็นที่รู้จักในสายตาของประเทศสมาชิกเอเปค
2. ประเทศไทยและผู้นำอีก 20 ประเทศสมาชิกเอเปค มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์และปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ทั่วโลกกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ เพื่อเป็นเสียงสะท้อนว่าประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ควรหันมาร่วมช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมกัน
3.ได้มีโอกาสนำเสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ที่เรียกว่า BCG Model ให้ประเทศสมาชิกรับรู้และเห็นโอกาสของอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมไทยในการพัฒนาตามแนว BCG
4.มีโอกาสนำเสนอศักยภาพของพื้นที่ EEC ที่เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน
5.ให้ผลไม้ไทยและสินค้า SMEs ไทย และธุรกิจ StartUp เป็นที่รู้จัก
6.เป็นโอกาสของภาคเอกชนไทยและประเทศสมาชิกเอเปค ได้แลกเปลี่ยนความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกัน ทำให้มีโอกาสในอนาคตที่ทำให้เกิดการค้าและลงทุนร่วมกัน
การประชุม APEC ในหลายระดับที่เกิดในขึ้นช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ และในระดับผู้นำเขตเศรษฐกิจและผู้นำภาคธุรกิจเอกชนที่จะเกิดขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างไรบ้าง
1.การจับจ่ายใช้สอยของผู้นำและผู้ติดตามทั้งภาครัฐและเอกชน การบริโภคของไทยช่วงสุดท้ายน่าจะเพิ่มขึ้น
2.กลุ่มสินค้าของฝากและที่ระลึก น่าจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้น
3.ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยวและขนส่งมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น
รัฐบาลและผู้นำภาคเอกชนไทยควรใช้โอกาสของทั้ง 2 เวทีนี้ ในการโปรโมทประเทศไทย ในด้านใด หรืออย่างไรบ้าง
1.ควรประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตร และเกษตรแปรูปที่ไทยมีคุณภาพ และมาตรฐาน
2.ภาคการผลิตไทยทั้งเกษตร อุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับปัญหาภาวะโลกร้อน เห็นได้จากแนวทางการพัฒนาที่เน้นไปใน BCG มากขึ้น และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
3.ประชาสัมพันธ์กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism
4.ประชาสัมพันธ์กลุ่มอาหาร Plant Based Food และกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food)
รูปธรรมและความคาดหวังจากที่ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจมาร่วมประชุมหารือกันในไทยระหว่าง 18-19 พ.ย.กับผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย และกับประเทศสมาชิก เช่น การจัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTAAP) ร่วมกัน
ผู้นำทั้งหลายคงไม่ได้คาดหวังอะไรที่เป็นรูปธรรม เพราะตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นเวทีประชุมผู้นำเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ไม่มีผลผูกพันที่เป็นรูปธรรม