เครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐติดขัด
การช็อปปิ้งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐหมายเลขหนึ่ง แต่นักช็อปอเมริกันกำลังหมดแรง หลังจากข้าวของแทบทุกอย่างขึ้นราคามาปีกว่า ขณะที่ค่าแรงไม่ขึ้นตาม ผู้บริโภคต้องวางมือ
“ความยากลำบากเหตุจากเงินเฟ้อหมายความว่า ผู้บริโภคต้องเอาเงินเก็บมาใช้” เกรกอรี ดาโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์บริษัทอีวาย พาร์เทอนอนกล่าว และว่า อัตราการออมเงินส่วนบุคคลในเดือน ส.ค. ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่แค่ 3.5% เท่านั้น อัตราเกือบต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2551 และต่ำมากจากระดับก่อนโควิดระบาดที่ราว 9% ซึ่งเหตุผลที่ตัวเลขลดลงก็หนีไม่พ้นเฟดเหมือนเดิม
ชาวอเมริกันเคยนำเงินมาใช้จ่ายช่วงล็อกดาวน์โควิดปี 2563 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถดถอยรุนแรงครู่หนึ่งผลพวงโควิด นับจากนั้นความช่วยเหลือจากรัฐบาลหายไป เงินเฟ้อฝังรากลึก ดันเงินเฟ้อพุ่งในอัตราเร็วสุดรอบ 40 ปี บั่นทอนอำนาจใช้จ่ายของผู้บริโภค
บริษัทอเมริกันรัดเข็มขัด
ธุรกิจสหรัฐโตทุกภาคส่วนในยุคโควิด แม้เงินเฟ้อสูงเป็นประวัติการณ์กัดกินผลกำไร ทั้งนี้เป็นผลจากนักช้อปชาวอเมริกัน เมื่อภาคธุรกิจส่วนใหญ่สามารถผลักต้นทุนที่สูงขึ้นไปสู่ผู้บริโภคได้ แต่รายได้มหาศาลนี้อาจไม่ยืนยาว
กลางเดือน ก.ย. เฟดเอ็กซ์ที่ดำเนินงานในกว่า 200 ประเทศ จู่ๆ ก็ทบทวนแนวโน้มธุรกิจ พร้อมเตือนว่า ความต้องการอาจเบาบางลง รายได้อาจลดฮวบกว่า 40% ซึ่งเฟดเอ็กซ์เป็นบริษัทหนึี่งที่ใช้เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจได้
หุ้นสู่ภาวะตลาดหมี
วอลล์สตรีทถูกลงแส้อย่างแรง ตอนนี้ตลาดหุ้นเดินหน้าสู่ปีเลวร้ายสุดนับตั้งแต่ปี 2551 แตกต่างจากปี 2564 อย่างเห็นได้ชัด ปีที่แล้วตลาดหุ้นร้อนแรงมาก เอสแอนด์พี 500 พุ่งขึ้น 27% เนื่องจากกระแสเงินสดที่เฟดอัดเข้ามา ตามนโยบายผ่อนคลายทางการเงินในฤดูใบไม้ผลิปี 2563 เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดเงินพังทลาย
ความสำเริงสำราญนี้ดำรงอยู่ถึงต้นปี 2565 เมื่อเงินเฟ้อก่อตัวเฟดเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ย และลดกลไกการซื้อพันธบัตรที่เคยหนุนตลาดก่อนหน้านี้
ความเสียหายรุนแรงมาก ดัชนีเอสแอนด์พี 500 มาตรวัดกว้างสุดของวอลล์สตรีท ส่งผลต่อชาวอเมริกันกว่าสี่แสนคน ลดลงเกือบ 24% ในปีนี้ และไม่ใช่เพียงดัชนีเดียว ดัชนีใหญ่ทั้งสามตัวของสหรัฐอยู่ในตลาดหมี หรือลดลงอย่างน้อย 20% จากจุดสูงสุดล่าสุดเช่นกัน
สงคราม เงินเฟ้อ นโยบายขัดแย้งกัน
สหราชอาณาจักรเผชิญความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ การเงิน และการเมืองอย่างเจ็บปวดที่่สุด หลังจากเงินเฟ้อสูง ส่วนใหญ่เป็นผลจากโควิด-19 ตามด้วยการค้าสะดุดเพราะรัสเซียรุกรานยูเครน ชาติตะวันตกตัดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ราคาพลังงานจึงสูงขึ้นและอุปทานดิ่งลง นายกรัฐมนตรีลิซ ทรัสส์ ประกาศแผนลดภาษีเป็นวงกว้าง ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งซ้ายจัดขวาจัดรุมประณาม เพราะสร้างหนี้สินให้รัฐบาลมหาศาล นโยบายนี้สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนจนตลาดปั่นป่วน สุดท้ายรัฐบาลต้องคว่ำแผนนี้ไป
ที่มาข้อมูล กรุงเทพธุรกิจออนไลน์