ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างในปีหน้า คือ กลุ่มประเทศ Emerging Market หรือ เศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ เช่น สปป.ลาว เมียนมา ปากีสถาน ศรีลังกา เอลซัลวาดอร์ อียิปต์ กลุ่มประเทศละตินอเมริกา และยุโรปบางประเทศ จะเกิดปัญหาทางการเงินของประเทศ และจะได้รับผลกระทบหนักจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ระดับ 8.3%
โดยประเมินว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ยังไม่จบลงง่าย ๆ เฟดยังส่งสัญญาณว่าจะขึ้นไปจนสูงสุดที่ 4.6% ในช่วงปีหน้า ซึ่งในช่วง 3 เดือนจากนี้ เชื่อว่า เฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก เพื่อสกัดเงินเฟ้อครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี
“การสกัดเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเกือบ 9% แล้ว การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 4.6% ถามว่าเอาอยู่ไหม เพราะตอนนี้เพิ่งเริ่มและยังไปข้างหน้าอีกพอสมควร ดังนั้นสถานการณ์จากนี้ไปเป็นเรื่องไม่ง่าย และเชื่อว่าสหรัฐฯ ต้องใช้ยาแรงพอสมควร เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 5% เป็นอย่างน้อย” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทยเอง ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ถือเป็นการปรับขึ้นมา 2 ครั้ง และจากนี้เชื่อว่าน่าจะปรับเพิ่มอีก 2 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า เพื่อรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2565 และจากนั้นคงน่าจะชะลอลง