ปฏิเสธข้อกล่าวหาฟ้องปิดปากสื่อ ย้ำดำเนินคดีเฉพาะผู้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนจนองค์กรเสียหาย
สำหรับประเด็นการดำเนินคดีกับสื่อหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง สตง. ยืนยันว่า "ถ้าจะโกรธแค้นแล้วฟ้องสื่อที่ออกข่าว คงต้องฟ้องทุกช่องทาง" แต่ทาง สตง. ไม่เคยทำเช่นนั้น และ สตง. เองไม่ได้เป็นผู้ฟ้องสำนักข่าว สตง. ไม่เคยประกาศฟ้องใครในลักษณะฟ้องปิดปาก
หากจะมีการดำเนินคดี จะเป็นกรณีการฟ้องร้องบุคคลหรือนิติบุคคลที่นำเสนอข้อมูล หรือจัดทำข่าวที่บิดเบือนจนทำให้ สตง. ได้รับความเสียหายเท่านั้น ซึ่งการฟ้องร้องก็ดำเนินการไปอย่างเงียบ ๆ ตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้ออกมาประกาศโต้ผ่านสื่อรายวัน พร้อมกันนี้ ทาง สตง. ยังตั้งคำถามกลับด้วยซ้ำว่า ใครคือ "ผู้ปล่อยข่าว" ตัวจริงที่ทำให้ข้อมูลรั่วไหล
สตง. รับ ตึกถล่ม เป็นแผลของตลอดชีวิต ขอให้เป็นกรณีศึกษา อย่าให้เกิดเหตุแบบนี้อีก
นายสุทธิพงษ์ ยังถูกถามถึงเรื่องของครุภัณฑ์ว่า มีการตรวจสอบหรือไม่ หลังมีการตั้งข้อสงสัยว่า มีการซื้อในราคาที่สูง เจ้าตัวยืนยันว่า ครุภัณฑ์ยังไม่ได้จ่ายเลย เพราะงานก่อสร้างยังอยู่ในงวดโครงสร้าง ครุภัณฑ์ยังไม่มีการเบิกจ่าย ยังไม่มีการซื้อ
ส่วนที่ว่าครุภัณฑ์ทำไมมีราคาแพง เช่น เก้าอี้สองตัวราคาตัวละ 90,000 กว่าบาทนั้น คือเก้าอี้ตัวนี้เป็นเก้าอี้ของประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และราคาวัสดุที่ถูกต้อง เราจ้างคนออกแบบในวงเงิน ซึ่งคนออกแบบออกแบบมา ก็มีรายการวัสดุมาตามความเหมาะสม เรารับราคานั้นมา แต่เวลาเราจะก่อสร้างจริง ต้องมาปรับก่อน ย้ำว่าในส่วนของครุภัณฑ์ยังไม่ได้ไปเบิกจ่าย และยังไม่ได้พิจารณาว่าจะต้องไปปรับปรุงครุภัณฑ์อย่างไร
"มันแพงอย่างที่ท่านว่า เอาข้อเท็จจริงจากโทรศัพท์แพงไปเทียบกับโทรศัพท์ท้องตลาด จริง ๆ โทรศัพท์เราเป็นโทรศัพท์แบบต่อเนื่องเชื่อมโยง ไม่ใช่สแตนด์อโลน ก็เข้าใจเป็นอัน ๆ ไป ส่วนแพงไม่แพง มันมีรายการที่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งนำเรียนว่าเราจ่ายไป 966 ล้านบาท เป็นค่าล่วงหน้า 320 ล้านบาท ที่เหลือเป็นโครงสร้างทั้งหมด ซึ่งยังไม่ตรวจรับโครงสร้างที่สมบูรณ์ ยังสร้างไม่ถึง ของเราอยู่ที่งวด 22 ซึ่งเรามีงวดอยู่ที่ 36 งวด ซึ่งตอนนี้ยุติ ไม่ได้จ่าย"
ส่วนประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นที่มีต่อ สตง. นั้น โฆษกบอกว่า ต้องแยกกันระหว่างภารกิจหน้าที่ที่ สตง. ตรวจงานทั่วประเทศ เรามีมาตรฐานและกฎระเบียบให้ตรวจ เพราะฉะนั้น การดำเนินการเป็นไปตามระบบขั้นตอน แต่วันหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวแล้วตึกเราถล่ม เราอยากทราบว่า ถล่มเพราะอะไร วัสดุหรือการก่อสร้างที่ไม่ถูกต้อง หรือการคุมงานที่ไม่ถูกต้อง หรือแบบที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งคณะตรวจสอบบอกแล้วว่าอ อกแบบไม่เป็นไปตามมาตรฐานและเกณฑ์ และการคุมงานก่อสร้างเรื่องการหล่อ ปัญหาคอนกรีตไม่เป็นไปตามหลักการที่ดี
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ สตง. ปฏิบัติเรื่องการก่อสร้าง ตรวจชาวบ้านยังไง เราก็มาคุมเจ้าหน้าที่ของเรา กับบุคคลภายนอกที่เราเชิญมาแบบนั้น ต้องบอกว่า ตึกพังเพราะการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามระเบียบพัสดุ ตามมาตรฐานการตรวจแผ่นดิน เราตรวจสอบตามมาตรฐาน เราจะตรวจสอบเรื่องความถูกต้องครบถ้วน ความถูกต้องเป็นเรื่องของคุณภาพ
ช่วงท้าย โฆษก สตง. ยังบอกว่า ขอให้แยกระหว่างการสร้างตึกหลังหนึ่ง กับการทำงานในภารกิจ สตง.ว่า ตนอยู่ที่นี่มา 35 ปี เราก็ไม่ได้การันตีว่า คน สตง. เป็นคนดีหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่เราที่บกพร่องก็มี แต่ตนเชื่อว่า ถ้าตามไล่ดูตั้งแต่อดีตมา น้อยมาก สตง. ไปจับโดยไม่โปร่งใส หรือไปรับงานใครมา มันก็มีข่าวอยู่ คน 100 คนก็มีบ้าง เพราะฉะนั้น สตง. มีมาตรฐาน มีกฎระเบียบ ใครไม่ทำตามระเบียบนี้ สื่อมวลชน หน่วยรับตรวจ เขาถ่ายเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น ขอให้แยกระหว่างที่ปฏิบัติกับเรื่องตึก ไม่ใช่เอะอะ สตง. ท้วงใคร สุดท้ายก็ยกตึกมาเทียบ
"อย่างที่เคยบอกว่า ตึกถล่มของ สตง. จะเป็นแผลของ สตง. ตลอดชีวิต เพราะมันไม่ควรถล่ม เราเป็นคนตรวจเงินแผ่นดิน แต่มันเกิด เราพร้อมหาเหตุผล เราพร้อมรับผิดถ้าเป็นความผิดของเรา เราพร้อมที่จะแก้ไข ให้เอาตึกเราเป็นกรณีศึกษา อย่าให้เกิดเหตุแบบนี้อีก"
โฆษก สตง. ยันเป็นการทำงานปกติ ไม่ใช่เครื่องมือการเมือง
นายสุทธิพงศ์ ยังชี้แจงกรณีการแถลงข่าวผลการตรวจสอบไทยพีบีเอส ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงใกล้เคียงกับการเตรียมแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส จนมีข้อสังเกตว่า อาจมีฝ่ายการเมืองสั่งการเร่งด่วนหรือไม่ว่า สาเหตุที่ต้องออกมาแถลงข่าว เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้มีความคลาดเคลื่อนและถูกนำเสนอไปในหลายทิศทาง หลายคนบอกว่าแถลงเรื่องนี้เพราะโกรธแค้นไทยพีบีเอสหรือไม่ หลายคนบอกว่าออกข่าวเรื่องนี้เพราะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลใช่หรือไม่ นั่นจึงต้องมาแถลงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการทำงานปกติ
พร้อมระบุว่า อยากให้พิจารณาจากผลการตรวจสอบว่า มีผลกระทบมากถึงขั้นต้องแก้ไขกฎหมายขององค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือไม่ และการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องใด โดยยกตัวอย่างว่า หากผลการตรวจสอบของ สตง. นำไปสู่ข้อเสนอให้ยุบองค์กร จึงจะถือเป็นประเด็นสำคัญ แต่กรณีนี้เป็นเพียงการตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายงบประมาณว่าเป็นไปตามระเบียบหรือไม่
นายสุทธิพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ สตง. ดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบตามปกติ แต่ข้อมูลที่ปรากฏในข่าวกลับถูกนำเสนอไปอีกทิศทางหนึ่ง จึงจำเป็นต้องออกมาแถลงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงหลักเกณฑ์การจัดแถลงข่าวของ สตง. โดยตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมามีการแถลงข่าวลักษณะนี้ครั้งล่าสุดเมื่อใด รวมถึงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ซึ่งประชาชนตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่เห็นการแถลงข่าวในลักษณะเดียวกัน ตลอดจนความชัดเจนในการนำเสนอข้อมูลผ่านแผนภาพหรือชาร์ต และการที่โฆษกออกมาชี้แจงด้วยตัวเองนั้น มีหลักเกณฑ์ประเมินจากเรื่องใด
นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า “มันไม่ใช่การถามเลยนะครับ” ก่อนชี้แจงว่า การแถลงข่าวของ สตง. มีการดำเนินการมาโดยตลอดเมื่อมีประเด็นเร่งด่วนหรือเรื่องสำคัญ รวมถึงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ซึ่งมีการแถลงข่าวเป็นลำดับขั้น ทั้งการแถลงโดยสำนักงานและการแถลงโดยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
นอกจากการแถลงข่าวของส่วนกลางแล้ว ยังมีโฆษกประจำส่วนที่สามารถแถลงข่าวได้เช่นกัน โดยบางช่วงอาจมีการแถลงข่าวเดือนละหนึ่งครั้งหรือสองเดือนครั้ง ทั้งนี้ การแถลงข่าวจะต้องมีข้อมูลส่งมาให้โฆษกก่อน
ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า นอกเหนือจากการตรวจสอบไทยพีบีเอสแล้ว สตง. มีการตรวจสอบโครงการอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ อาทิ โครงการ TH-AI PASSPORT มูลค่า 1,600 ล้านบาท ว่ามีการติดตามตรวจสอบความคุ้มค่าหรือไม่ หลังยอดลงทะเบียนไม่ถึงเป้าหมาย รวมถึงแผนการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่ามีการตรวจสอบอย่างไร
นายสุทธิพงษ์ชี้แจงว่า ทุกโครงการที่ใช้เงินจำนวนมากและมีความเสี่ยงต่อการใช้งบประมาณที่อาจไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลังของรัฐ จะมีการกำหนดเป็นนโยบายของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้หยิบยกนโยบายดังกล่าวขึ้นมาตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า ขณะตอบคำถามยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่ผู้สื่อข่าวสอบถามอยู่ในมือ เนื่องจากแต่ละส่วนงานมีสำนักที่กำกับดูแลรับผิดชอบเรื่องนั้นโดยตรง แต่เชื่อว่าหากมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของโครงการ สตง. จะรับดำเนินการตรวจสอบ