เกษตรกรเลี้ยงปลากระชังวิกฤต แม่น้ำปราจีนบุรีกลิ่นคลุ้ง ซากปลาตายยกกระชัง
13 ต.ค. 2569 | prisana_tha

เกษตรกรเลี้ยงปลากระชังวิกฤตหนัก แม่น้ำปราจีนบุรีกลิ่นคลุ้ง ซากปลาลอยเกลื่อนยกกระชัง เสียหายกว่า 2 ล้านบาท อดีต สส.ตั้งข้อสังเกตจาก 2 สาเหตุ
ข่าว
13 ต.ค. 2569 | prisana_tha

เกษตรกรเลี้ยงปลากระชังวิกฤตหนัก แม่น้ำปราจีนบุรีกลิ่นคลุ้ง ซากปลาลอยเกลื่อนยกกระชัง เสียหายกว่า 2 ล้านบาท อดีต สส.ตั้งข้อสังเกตจาก 2 สาเหตุ
KEY
POINTS
13 ตุลาคม 2569 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพปลาทับทิม เป็นปลาในกระชังที่เลี้ยงไว้ ลอยตายเกลื่อนเต็มกระชัง ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมตั้งคำถามถึงคุณภาพน้ำและสาเหตุที่เกิดขึ้น
ล่าสุดผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ริมแม่น้ำปราจีนบุรี บริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลบ้านทาม อำเภอศรีมหาโพธิ ที่มีเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังมากที่สุดในจังหวัดปราจีนบุรี โดยพบเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังบางส่วนกำลังตักปลาตายที่ลอยในกระชังใส่กระสอบเพื่อนำไปทิ้ง แต่บางส่วนก็ยังปล่อยให้ปลาลอยอยู่ในกระชัง เนื่องจากยังตั้งหลักไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อ หลังถูกน้ำท่วม
นางอรศรี พิมะศรี และ น.ส.ภีรดา ไผ่สุข สองน้าหลาน ผู้เสียหาย ที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง เพื่อส่งขายให้กับบริษัทใหญ่ เปิดเผยว่า เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง 48 กระชัง ปล่อยลูกปลาไปกว่า 50,000 ตัว และเลี้ยงมาตลอด 3-4 เดือนจนเกือบจะได้จับขายแล้ว แต่ปลากลับมาน็อกน้ำตายยกกระชัง ก่อนจับขายเพียง 1 คืนเท่านั้น สร้างความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท
เหตุการณ์ เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เริ่มจากเมื่อต้นเดือนกันยายนเกิดฝนตกอย่างหนัก ส่งผลให้ปริมาณ ในแม่น้ำปราจีนบุรีสูงขึ้น เข้าท่วมบ้านเรือน และพื้นที่สวนของชาวบ้าน จากนั้นไม่นาน น้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี เริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นแรงมาก จากนั้นปลาในกระชังเริ่มมีอาการลอยหัวขึ้นเป็นสัญญาณว่า ปลาขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ตนพยายามนำเครื่องปั๊มออกซิเจนลงในกระชัง แต่ก็ไม่เป็นผล ใน 2 คืนถัดมาประมาณวันที่ 10-11 กันยายน ปลาก็เริ่มตายยกกระชัง
ทั้งนี้ ตั้งแต่เลี้ยงปลามาหลาย 10 ปี ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ที่ปลาตายยกกระชัง และไม่ใช่ตนเพียงคนเดียว แต่ชาวบ้านที่เลี้ยงปลาในกระชัง ในลุ่มน้ำปราจีนบุรีทั้งหมด ประสบปัญหาเดียวกัน จึงเกิดข้อสงสัยว่า มีสารอะไรปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรีหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ บ่อบำบัดน้ำของบริษัทแห่งหนึ่งรั่วไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี เป็นเหตุให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ในครั้งนั้นปลาตายเพียงบางส่วน ไม่ได้ตายยกกระชังแบบครั้งนี้ ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่งผลร้ายแรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังอย่างมาก
ด้าน นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา (แจ้) อดีต สส.ปราจีนบุรี พรรคประชาชน เปิดเผยมุมมองเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ตั้งประเด็นของสาเหตุ ในครั้งนี้ด้วยกัน 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ โรงงานอุตสาหกรรม อาจจะอาศัยช่วงเวลาที่ฝนตกหนักน้ำเพิ่มสูงในแม่น้ำปราจีนบุรี เพื่อปล่อยน้ำจากบ่อบำบัดลงสู่แม่น้ำธรรมชาติ ตามที่ชาวบ้านได้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนประเด็นที่ 2 เกี่ยวกับน้ำเน่าเสีย ในพื้นที่นาข้าว ที่ไหลลงไปรวมในแม่น้ำปราจีนบุรี เป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้
ส่วนตัวให้น้ำหนักในประเด็นที่ 2 มากกว่าประเด็นแรก เนื่องจาก เคยมีเหตุการณ์ แนวคันดินของ บ่อบำบัดน้ำเสียภายโรงงานอุตสาหกรรม พังลงมาทำให้น้ำเสียภายในบ่อไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี เกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง แต่ในครั้งนั้นปลาในกระชังไม่ได้ตายเสียทั้งหมด แตกต่างจาก เหตุการณ์ในครั้งนี้ ที่เกษตรกรในลุ่มน้ำเดียวกันประสบปัญหาปลาตายยกกระชัง ทำให้ตั้งข้อสงสัยได้ว่า จากเหตุการณ์ที่ฝนกระหน่ำตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ส่งผลให้น้ำเกิดจากแม่น้ำปราจีนบุรีเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ไหลทะลักเข้าสู่นาข้าว ทำให้สารพิษต่างๆรวมไปถึงยาฆ่าแมลงที่อยู่ในนาข้าวปนเปื้อนกับน้ำ ส่งผลให้น้ำเสียและมีกลิ่นเหม็น จนกระทั่งระดับ น้ำในแม่น้ำลดลง ทำให้น้ำที่เคยท่วมในนาข้าวและบ้านเรือนประชาชนไหลกลับลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี
นอกจากนี้ยังสังเกตพบว่าในช่วง 2 วัน ที่ปริมาณน้ำลด เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ปลา ในกระชังเริ่มลอยคอ และตายลงอย่างต่อเนื่อง อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตรงกับข้อสันนิษฐานนี้คือ ปลาตามธรรมชาติที่อยู่ในนาข้าว ก็มีอาการในลักษณะเดียวกัน คือลอยคอเพื่อหาออกซิเจน หรือบางครั้งก็กระโดดขึ้นมาบนถนน คล้ายกับการหนีเอาตัวรอด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างลงพื้นที่พบเจ้าหน้าที่กรมประมง จังหวัดปราจีนบุรี เข้ามาเก็บตัวอย่างปลาในกระชัง รวมถึงปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ กว่า 10 จุด เพื่อนำไปตรวจหาสาเหตุการตาย และสารตกค้างในตัวปลา
ขณะที่ทางด้าน กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ จ.ปราจีนบุรี ได้นำกำลังทหาร 11 นาย เข้ามาช่วยขนย้าย ปลาที่ตายในกระชังของชาวบ้าน ออกไปจากพื้นที่เพื่อทำการฝังกลบ ป้องกันเชื้อโรคแพร่ระบาด