นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า การเอาเขาออก นอกจากจะกระทบกระเทือนจิตใจคนทำงานแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชน อยู่ๆ ไปดึงเอาแม่ทัพออกมา แล้วตนก็ไม่เห็นมีคำสั่งให้ผู้ตรวจราชการกรม หรือปลัดจังหวัดปราจีนบุรีไปรักษาการนายอำเภอ เห็นแต่คำสั่งให้มาช่วยราชการ ซึ่งห้วงเวลาขณะนี้ถ้าเราช่วยแนะนำ ให้เขาอยู่กับประชาชนน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ยืนยันว่า ตนเขียนไปด้วยความปรารถนาดี แต่พอสื่อเอาไปเผยแพร่ ตนก็เริ่มเป็นห่วงนายอำเภอว่า จะกลายเป็นเรื่องเสียหน้ากัน แต่คิดว่าคงไม่หรอก เพราะท่านอธิบดีท่านก็น่ารักอยู่
เมื่อถามว่า ปลัดเคยเห็นการทำงาน หรือรู้จักอดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี คุณวีรพันธ์ หรือไม่ เขาเป็นคนอย่างไร ทำงานอย่างไร?
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า เคยเห็น แต่ก็ต้องสืบถามกันเอง เพราะการไปวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่3 คิดว่าไม่เหมาะสม แต่สื่อมวลชนสามารถสืบเสาะหาข่าวกันได้ ขออนุญาตเป็นว่าให้กำลังใจน้องๆ ที่ทำงานก็แล้วกัน
เมื่อถามว่า ในหนังสือเสนอย้ายของผู้ว่าฯ วีรพันธ์ ใช้ถ้อยคำว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายเสฏฐวุฒิ ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานระดับจังหวัดในการบริหารจัดการเหตุสาธารณภัย" เชื่อหรือไม่ว่านายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ" ดื้อด้าน ไม่รับคำสั่ง ไม่ให้ความร่วมมือกับระดับจังหวัดและทางผู้ว่าฯ
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชื่อ แต่ข้อเท็จจริงในเนื้องานก็ว่ากันอีกที อย่างที่ตนโพสต์ไปว่าเห็นเขาตั้งใจทำงานมาโดยตลอด คนเป็นผู้บังคับบัญชาแม้อยู่บนหอคอยงาช้าง เราก็ต้องอาศัยความสูงสอดสายตาดูว่าประชาชนได้รับการดูแลจากข้าราชการอย่างไร และผลงานเขาก็เป็นที่ประจักษ์จริงๆ เข้าใจว่าเคยถูกเชิญมาเป็นต้นแบบบรรยายให้ความรู้แก่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เพราะมีผลงานดี
เมื่อถามว่า สังคมมหาดไทยมันแคบ เขาพูดกันว่า วันที่ 30 กันยายน วันสุดท้ายของผู้ว่าฯ วีรพันธ์ มีการเลี้ยงส่งเกษียณ แต่นายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ" ดันไม่ไป จึงเป็นเหตุให้ขุ่นเคือง เซ็นทิ้งทวนเสนอย้ายเสียเลย ได้ยินข่าวทำนองนี้ หรือไม่ และเป็นไปได้ไหม เพราะบ้านน้ำท่วมเลยไม่ออกมาร่วม
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนนอก ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ แต่ถ้าดูไทม์ไลน์ อำเภอบ้านสร้างถูกน้ำท่วมมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน (26-30 ก.ย.69) และบ้านสร้างเป็นอำเภอชุมนุมน้ำจากหลายสาย เข้ามาจากทุกทิศทาง ตนเข้าใจว่าผู้ว่าฯ เก่า คงไม่ได้คิดอย่างนั้น และคงรู้สถานการณ์เพราะน้ำท่วม แต่คงมีอะไรอย่างอื่น ซึ่งตนไม่ทราบจริงๆ
ส่วนการลงนาม 30 กันยายน เซ็นเด้งลูกน้องในวันสุดท้ายของชีวิตราชการ ปกติเขาทำกันไหม และเคยเจอเซ็นแบบนี้ในวันสุดท้ายหรือไม่?
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า "ไม่เคยเจอครับ"
ส่วน "ควรทำหรือไม่" นายสุทธิพงษ์ บอกว่า ถ้าเป็นตนจะไม่ทำ เพราะตนมีวิธีแจ้งข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เช่น พูดคุยกับท่านที่จะไปเป็นผู้ว่าฯ ใหม่ หรือคุยกับอธิบดีกรมการปกครอง มันมีหลายวิธี ซึ่งวิธีทำหนังสือเสนอขอให้พ้นจากตำแหน่งแบบนี้ ปกติเขาไม่ทำกันหรอก
มีการตั้งคำถามกับ "ปลัดป๊อบ" นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ อธิบดีพวง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง เร็วเกินไปไหม ขยับเร็วเกินไปไหม"
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า มีความหวังไว้ที่ทั้งสองท่านในฐานะผู้บังคับบัญชา ว่าจะเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงให้รอบด้านในการวินิจฉัยตัดสิน ซึ่งมั่นใจว่าท่านอธิบดีตั้งใจอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันอยู่ในสนามรบ หลักการบริหารงานบุคคลมันยืดหยุ่นได้ คนที่รู้จักพื้นที่ ชุมชน ถ้ายังสามารถทำงานได้ไม่ควรเอาออกจากพื้นที่ ควรให้เขาทำไป หากเห็นว่าย่อหย่อนก็ส่งคนที่มีความรู้ความสามารถไปช่วย
"สิ่งที่ผมกำลังเรียนคือ เป้าหมายเราอยู่ที่พี่น้องประชาชนหรือเปล่า ความเดือดร้อนซึ่งผมมั่นใจว่าถ้าอยู่ที่ประชาชน เราจะไม่ทอดทิ้งประชาชนที่กำลังสำลักน้ำอยู่ในพื้นที่ เราต้องหาทางระดมสรรพกำลังไปช่วย แม้ออกคำสั่งให้มาช่วยราชการแล้ว แต่คู่ขนานกันท่านต้องมีคำสั่งส่งใครที่คิดว่าเก่งกว่าไปทำหน้าที่แทนในพื้นที่ อย่าปล่อยให้ขาดแม่ทัพ" อดีต ปลัด มท. กล่าว