นายพลพีร์ ระบุอีกว่า พวกตนอาจจะลงพื้นที่ในระยะเวลาไม่นาน อาจไม่ได้เห็นพฤติกรรมเท่ากับคนที่เป็นผู้บังคับบัญชาในพื้นที่จริง ดังนั้น เราเชื่อใครไม่ได้ นอกจากผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ เขารายงานมาอย่างไรก็ควรจะเป็นอย่างนั้น และคงไม่มีเหตุผลใด ที่อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัดต้องรายงานเท็จในกรณีแบบนี้ เพราะประชาชนยังเดือดร้อนอยู่ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรง ผู้บังคับบัญชาคงไม่ทำรายงานขึ้นมา
ส่วนกระแสบนโลกออนไลน์ในเรื่องนี้ค่อนข้างแรง นายพลพีร์ ระบุว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ ความเป็นจริงกับโลกออนไลน์อาจจะแตกต่างกัน ขอให้ช่วยเหลือประชาชนจากหน้างานจริง ๆ โซเชียลมีเดียเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสื่อสาร เพราะอาจมีประชาชนที่เดือดร้อนส่งข้อความมา และอาจเป็นการนำเสนอตนเองว่าลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนอย่างไร
"ส่วนตัวมองว่าข้าราชการระดับซี 10 ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่รักษาการอยู่ตอนนี้ คงวิเคราะห์ คำนวณ และดูรายละเอียดมาพอสมควรแล้ว ไม่เช่นนั้น คงไม่ส่งหนังสือขึ้นมา ยืนยันไม่ได้เป็นการลงโทษ หากผู้บังคับบัญชาคิดว่าเนื้อหาในการปฏิบัติหน้าที่ไม่เพียงพอต่อนโยบาย ก็แค่ย้ายออกมาก่อน แล้วนำคนที่คิดว่าน่าจะสนองต่อนโยบายได้ดีเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามที่นายกรัฐมนตรีได้แจ้งเมื่อวาน(7ต.ค.2569) ว่ามีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน หากนายอำเภอไม่ได้ทำผิดอะไร ก็กลับไปปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร" นายพลพีร์ กล่าว
ส่วนกรณีอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าอาจเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน นายพลพีร์ ระบุว่า ในการมีเลือดมหาดไทย บำบัดทุกข์บำรุงสุข ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจ ที่ข้าราชการระดับนายอำเภอ จะถูกรายงานแบบนี้ขึ้นมา หากเกิดเป็นตนที่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ แล้วมีคนภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีพฤติกรรมแบบนี้ตามรายงานจริง ตนก็ตกใจ เพราะวันนี้มีอุทกภัยมีประชาชนเดือดร้อน เราไม่ควรนิ่งนอนใจอยู่แล้ว ควรจะเป็นตัวแทนของประชาชนและผู้บริหาร เข้าไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ได้มากที่สุด
สำหรับเสียงสะท้อนของประชาชนในจังหวัด ที่ค่อนข้างสนับสนุนนายอำเภอบ้านสร้าง นายพลพีร์ กล่าวว่า จริง ๆ มีสองด้าน ภาคเอกชนสะท้อน ว่าการบริหารจัดการน้ำไม่ดี และการดูแลประชาชนบางส่วนก็อาจจะไม่ดี ซึ่งตนได้ดูสัมภาษณ์เมื่อเช้าทางโทรทัศน์ ว่าไม่เคยเห็นตัวจริงนายอำเภอ เห็นแต่ในสื่อออนไลน์ ฉะนั้นเรื่องราวมีทุกแบบ ความจริงเหรียญไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน โดยอาจจะมีหลายมุม จึงอยู่ที่ว่าเราจะรับฟังอะไร แต่วันนี้เราจะไม่รับฟังผู้ว่าราชการจังหวัดก็คงไม่ได้ หรือรับฟังรองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็คงไม่ได้ เพราะเขาเป็นผู้บัญชาการอยู่ตรงนั้น เมื่อเขารายงานอะไรมา ทางกรมและส่วนที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาตามเนื้อบทของเอกสาร ซึ่งไม่ใช่ว่ารายงานมาแล้วต้องไปไถโซเชียลมีเดียดู ว่าวิธีการทำงานคืออะไร และคอมเมนต์คืออะไร ซึ่งตนคิดว่าทุกคนมีวุฒิภาวะเพียงพอ ที่จะรายงานขึ้นมา ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ควรมีการรายงานเท็จ
เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวว่านายอำเภอบ้านสร้างมีความขัดแย้งกับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เรื่องการให้ทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงาน จะมีการตรวจสอบหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ถ้าเกิดมีข้อมูลมาเราก็ต้องตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวจากสิ่งที่รับรู้มาไม่ได้ปักหลักว่าจริงหรือไม่ หรือทางรองผู้ว่าฯ ที่เป็นรักษาการผู้ว่าฯ ก็รายงานในทำนองเดียวกันกับอดีตผู้ว่าฯ รวมถึงรองผู้ว่าฯ และผู้นำท้องถิ่น เช่น อบจ. ต้องการลงพื้นที่อาจมีการประสานงานที่ไม่ดีเพียงพอในการไปช่วยเหลือประชาชน ดังนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน หากมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ และเมื่อตรวจสอบแล้วไม่ได้ทำอะไรเป็นไปตามรายงาน ก็สามารถกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้เหมือนเดิม
เมื่อถามว่า มีการตั้งรับกระแสโซเชียลที่จะโจมตีกลับหรือไม่ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ระบุว่า วิธีการที่เราช่วยประชาชน ในสถานการณ์เช่นนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าประชาชนมีความรู้สึกอย่างไร การที่ข้าราชการบางคนต้องออกจากพื้นที่ และข้าราชการที่ลงดูแลประชาชนต่อ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนมากที่สุด ซึ่งวันนี้เน้นย้ำไปที่รักษาการผู้ว่าฯ เร่งสำรวจผู้ประสบภัย เงินเยียวยาต้องถึงประชาชน
เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง นายพลพีร์ ยืนยันว่า ไม่มีการเมืองอยู่แล้ว เพราะมีการรายงานมาจากจังหวัด และเอกสารจากทางอดีตผู้ว่าฯ ก็มีความชัดเจน รวมถึงรายงานจากรองผู้ว่าฯ ก็ชัดเจน และเมื่อมีการสอบสวนจริง ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องมาให้ข้อมูล พร้อมย้ำว่าวันนี้เราไม่มีการเมืองอยู่แล้ว