ศุลกากรประจวบฯผนึกหน่วยงานความมั่นคงดักสกัดของเถื่อนภาคใต้
23 ก.ย. 2569 | suwat_pan

ศุลกากรประจวบฯผนึกหน่วยงานความมั่นคงดักสกัดบุหรี่สุราเถื่อนภาคใต้ ยึดของกลาง23วันรวม 37 ล้านพร้อมประสาน DSI เตรียมหมายเรียกเครือข่ายทำชาติเสียหายหลายหมื่นล้าน
ข่าว
23 ก.ย. 2569 | suwat_pan

ศุลกากรประจวบฯผนึกหน่วยงานความมั่นคงดักสกัดบุหรี่สุราเถื่อนภาคใต้ ยึดของกลาง23วันรวม 37 ล้านพร้อมประสาน DSI เตรียมหมายเรียกเครือข่ายทำชาติเสียหายหลายหมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ประกอบด้วย นายชวภณ สินพูนภักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายวิทยา พรมโยธา สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ,พ.ต.อ. อัคราวัน สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (กก.ตชด.14) ,พ.อ.ประกาศ จันจะนะ รองผู้บังคับหน่วยหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก(ฉก.จงอางศึก/ร.9) นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจประมงเขต 6 (ประจวบคีรีขันธ์) ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบคีรีขันธ์ สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง และด่านตรวจสัตว์ป่าประจวบคีรีขันธ์
เปิด "ปฏิบัติการพิทักษ์คีรีขันธ์" นำกำลังเข้าตรวจสกัดรถยนต์ขนส่งสินค้าบนเส้นทางยุทธศาสตร์ถนนเพชรเกษมและบริษัทขนส่งในเขตพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบข้อมูลเชิงลึกว่าจะมีการลักลอบลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากพื้นที่ภาคใต้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ปิดประตูหน้าด่านสกัดเส้นทางลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายจากภาคใต้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นมา
เจ้าหน้าที่สนธิกำลังตั้งจุดตรวจสกัดบนถนนเพชรเกษม บริเวณด่านตรวจห้วยยาง อำเภอทับสะแก ตรวจค้นยานพาหนะขนส่งเป้าหมาย
ผลการตรวจค้นพบสินค้าลักลอบหนีภาษีหลายรายการ ประกอบด้วย บุหรี่ต่างประเทศจำนวน 4,703 แท่ง (คิดเป็น47,030 ซอง หรือ 940,600 มวน) มูลค่าพร้อมค่าภาษีอากร 10,656,998 บาท, สุราต่างประเทศ 10 ขวด มูลค่า7,000 บาท, น้ำอัดลม 120 ขวด มูลค่า 3,000 บาท และชา 10 ถุง มูลค่า 1,200 บาท คิดเป็นมูลค่าของกลางรวมค่าภาษีอากรที่ตรวจยึดได้เฉพาะในวันดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 10,668,198 บาท
สำหรับการปฏิบัติการตามแผนพิทักษ์คีรีขันธ์ ตลอดห้วงตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 23 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นพัสดุเป้าหมายรวม 453 หีบห่อ และสามารถจับกุมดำเนินคดีได้รวมทั้งสิ้น 15 คดี ตรวจยึดของกลางผิดกฎหมายได้หลากหลายประเภท โดยรายการสำคัญได้แก่ บุหรี่ต่างประเทศหนีภาษีรวม 16,082 แท่ง (160,820 ซอง หรือกว่า 3,216,400 มวน) มูลค่ารวมกว่า 36.7 ล้านบาท รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและหัวน้ำยา 439 ชิ้น, กระเป๋า 23 ใบ, ยาสมุนไพร 135 กล่อง, น้ำหอม 53 ขวด, น้ำอัดลม 960 ขวด, สุราต่างประเทศ 10 ขวด, ชา 10 ถุง และอินทผลัมแห้งอีก 4 กล่อง ทั้งนี้ รวมมูลค่าของกลางและค่าภาษีอากรที่สามารถตรวจยึดได้จากการปฏิบัติการตลอด23 วัน มีมูลค่าสูงถึง 37,216,132.60 บาท
การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการนำเข้า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดพร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดและเร่งสืบสวนขยายผลเครือข่ายผู้กระทำผิดต่อไป
ทั้งนี้ นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภาค 7 การยาสูบแห่งประเทศไทย และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนเชิงลึก พบว่า ขบวนการค้าสินค้าเถื่อนได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบอย่างซับซ้อน
โดยเปลี่ยนจากการขนถ่ายด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่คราวละมากๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบ หันมาใช้ยุทธวิธี"สงครามส่งด่วน" ด้วยการกระจายสินค้าแบบกองทัพมดผ่านระบบขนส่งพัสดุด่วนเอกชน มีพฤติการณ์อำพรางข้อมูลผู้ส่งและผู้รับโดยใช้ชื่อปลอมหรือบัญชีม้า พร้อมจ่าหน้ากล่องพัสดุเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อะไหล่ยนต์ หรือของใช้ในครัวเรือน จากนั้นจึงกระจายส่งสินค้าครั้งละหลายร้อยชิ้นจากศูนย์กระจายสินค้าชายแดนภาคใต้เข้าสู่ระบบคัดแยก เพื่อปะปนไปกับพัสดุถูกกฎหมายของประชาชนทั่วไป ก่อนจะส่งตรงไปยังปลายทางทั่วประเทศอย่างรวดเร็วภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการเปิดช่องทางสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียกลุ่มปิด ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่นายทุนนำเข้า ผู้ดูแลสต็อกสินค้า ทีมบรรจุหีบห่อ ตลอดจนผู้ประสานงานจัดส่ง ทำให้ยากต่อการสกัดจับหากขาดข้อมูลการข่าวที่แม่นยำ
ซึ่งสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงในหลายมิติ โดยชี้ว่าขบวนการดังกล่าวได้ทำลายระบบการคลังและรายได้ของแผ่นดินอย่างมหาศาล เนื่องจากการลักลอบนำเข้าบุหรี่และสุราเถื่อนทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเพื่อมหาดไทยปีละหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่ควรนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และระบบสาธารณสุขของประเทศ ขณะเดียวกันยังบั่นทอนเสถียรภาพทางการค้าที่เป็นธรรม เพราะสินค้าหนีภาษีมีต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อถูกปล่อยสู่ตลาดในราคาถูกจึงบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อการยาสูบแห่งประเทศไทย เกษตรกรผู้ปลูกใบยา ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าที่ดำเนินธุรกิจและเสียภาษีอย่างสุจริต นอกจากนี้ สินค้าผิดกฎหมายดังกล่าวยังเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน เนื่องจากบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย จึงมักตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก สารเคมีตกค้าง และสารก่อมะเร็งสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน
อีกทั้งช่องทางจำหน่ายผ่านระบบส่งด่วนยังเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายโดยไร้การคัดกรองอายุ ซึ่งจะกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว ที่สำคัญ เม็ดเงินกำไรมหาศาลจากธุรกิจใต้ดินเหล่านี้ยังไหลเวียนกลับไปหล่อเลี้ยงกลุ่มผู้มีอิทธิพล ขบวนการฟอกเงิน และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศโดยตรง
หลังจากนี้ DSI จะวางแผนขยายผลการดำเนินคดีกับขบวนการบุหรี่เถื่อน โดย DSI จะสืบสวนสอบสวนขยายผลจากข้อมูลที่ได้มีการจับกุม และออกหมายเรียกบริษัทขนส่ง ผู้ส่งสินค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดดำเนินคดึต่อไป
นอกจากนั้นจะยังคงเดินหน้าบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงและเส้นทาลำเลียงต่าง ๆ ทั้งทางบก ทางราง และระบบโลจิสติกส์ขนส่ง เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป
สำหรับการจับกุมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงการคลัง นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกรมศุลกากรในการปกป้องสังคมและระบบเศรษฐกิจจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) ภายใต้การสั่งการของ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร,นายสิทธิชัย สวัสดิ์เสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ,นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด จนมีการจับกุม ของหนีภาษีล็อตนี้ได้