ป้ายดังกล่าวมีขนาดประมาณ 1 x 1.8 เมตร ติดตั้งบนแผ่นไม้อัดพร้อมขาตั้งและคลุมพลาสติกใสป้องกันฝน โดยเป็นการติดตั้งเพิ่มเติมจากป้ายประกาศบังคับใช้กฎหมายของ อบต.เสม็ดใต้ ที่นำมาติดตั้งก่อนหน้านี้ รวมเป็น 8 ป้าย พร้อมติดประกาศคำสั่งอีก 1 แผ่นบริเวณประตูรั้วด้านซ้ายของสุสาน
"ผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา" สั่งย้ายศพ "สุสานยิวบางคล้า" ออกใน 7 วัน
สาระสำคัญของคำสั่งระบุว่า จากการตรวจสอบพบร่างผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ร่างถูกฝังอยู่ภายในสุสาน ซึ่งใบอนุญาตหมดอายุตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.66 และไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต จึงเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเคลื่อนย้ายศพที่ฝังหรือเก็บไว้ทั้งหมด ไปฝังหรือเก็บยังสุสานและฌาปนสถานเอกชนที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง
น.ส.น้ำผึ้ง คำสะอาด กำนันตำบลเสม็ดใต้ กล่าวว่า หลังจากนี้ฝ่ายปกครองและหน่วยงานในพื้นที่จะติดตามว่าทางสุสานจะปฏิบัติตามคำสั่งภายใน 7 วันหรือไม่ รวมถึงรอการใช้สิทธิอุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการมีคำสั่งดังกล่าวทำให้ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะเป็นแนวทางเดียวกับความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้เคลื่อนย้ายศพออกจากพื้นที่
น.ส.น้ำผึ้ง เผยอีกว่า ที่ผ่านมาฝ่ายบริษัทผู้ดูแลสุสานยังไม่ได้เข้ามาพูดคุยหรือสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านอย่างเป็นทางการ ทำให้ประชาชนยังมีความกังวลและต้องการให้หน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับมาตรการเฝ้าระวัง หลังจากนี้จะประสาน อบต.เสม็ดใต้ พิจารณาติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง จากเดิมที่เคยคิดจัดเวรยาม แต่เห็นว่าอาจทำได้ยาก จึงเสนอระบบกล้องวงจรปิดที่สามารถเชื่อมโยงให้ฝ่ายปกครอง อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในชุมชนสามารถช่วยกันสอดส่องผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อป้องกันการลักลอบนำศพเข้ามาฝังเพิ่มเติม
"สิ่งที่ชาวบ้านยังเป็นห่วงคือผลกระทบต่อที่ดินและการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา เนื่องจากเกรงว่าหากมีการรับรู้ว่าแหล่งผลิตอยู่ใกล้กับสุสาน อาจทำให้พ่อค้าแม่ค้าหรือผู้รับซื้อเกิดความกังวลและไม่รับซื้อสินค้า ส่งผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัวในพื้นที่" น.ส.น้ำผึ้ง ระบุ
น.ส.น้ำผึ้ง กล่าวว่า แม้คำสั่งผู้ว่าฯ จะช่วยให้ประชาชนคลายความกังวลลง แต่ยังต้องติดตามว่าหลังจากนี้พื้นที่ดังกล่าวจะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เพราะเคยมีการนำศพเข้ามาฝังแล้ว โดยส่วนตัวมองว่า หากสามารถเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินได้ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยลดข้อครหาต่าง ๆ และไม่ต้องให้ชุมชนต้องเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าวไปตลอด