เนชั่นทีวี

ข่าว

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "สหรัฐความรุนแรง" ใน "เยาวชน"

09 ส.ค. 2569 | natthanan_chu

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "สหรัฐความรุนแรง" ใน "เยาวชน"

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "โศกนาฏกรรม-ความรุนแรง" ใน "เยาวชน" ชู 4 มาตรการเชิงรุก สกัดภัยไซเบอร์ สุขภาพจิต

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "โศกนาฏกรรม-ความรุนแรง" ใน "เยาวชน" ชู 4 มาตรการเชิงรุก สกัดภัยไซเบอร์ สุขภาพจิต

KEY

POINTS

  • นักวิชาการแนะถอดบทเรียนโลก: ดัน อปท. เป็นตาข่ายสกัดกราดยิงและภัยรุนแรงในเยาวชน
  • ชี้จุดอ่อนเชิงโครงสร้างเดิม: ยังมองข้ามภัยไซเบอร์ สุขภาพจิต และขาดบุคลากรเฉพาะทางในพื้นที่
  • ชู 4 กลไกขับเคลื่อนเชิงรุก: งบสุขภาพจิต-ทีมเคลื่อนที่เร็ว-เตือนภัยล่วงหน้า-สภาเด็กปลอดภัย
     

9 สิงหาคม 2569 อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีสถิติเหตุการณ์กราดยิงสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้นำเสนอ “นโยบายสาธารณะ การพัฒนาระบบคุ้มครองสวัสดิภาพและดูแลเด็กระดับท้องถิ่นเชิงรุก เท่าทันภัยไซเบอร์และสุขภาพจิตยุคดิจิทัล” ต่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และรัฐบาล 

 

 

 

โดย อาจารย์กฤษฎา มองว่า ปัญหาความรุนแรงในเยาวชนและการเข้าถึงอาวุธปืนของเด็กและเยาวชน นอกจากเป็นความรับผิดชอบหลักของรัฐบาล ซึ่งต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เป็นเอกภาพ และมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงแล้ว 
 

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "สหรัฐความรุนแรง" ใน "เยาวชน" อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกาแนะถอดบทเรียนโลก ดัน อปท. เป็นตาข่ายสกัดกราดยิงและภัยรุนแรงในเยาวชน

 

 

 

 

จากประสบการณ์ในหลายๆ ประเทศพบว่า บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน 

สำหรับในประเทศไทย แม้ว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ กรม สถ.ได้วางกรอบแนวทางปฏิบัติและนโยบายเกี่ยวกับหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ในการดูแลเด็กและเยาวชน โดยมุ่งหวังให้ อปท. ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เป็น “รัฐบาลท้องถิ่นที่รับผิดชอบคุณภาพชีวิตเด็กตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงเยาวชน” โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เอาไว้แล้วก็ตาม 

 

แต่บริบทสังคมปัจจุบันที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว (Hyper-digital era) พบว่าภัยคุกคามต่อเด็กและเยาวชนไทยได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง อย่างกรณีโศกนาฏกรรมความรุนแรงจากการใช้อาวุธและการทำร้ายตนเองของเยาวชนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเขตพื้นที่เมืองและสถานศึกษา 

 

ตนเห็นว่านโยบายเดิมยังคงมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างสำคัญ 3 ประการ คือ 

1.การมองข้ามภัยในโลกออนไลน์และ Cyberbullying 

2. การละเลยมิติสุขภาพจิตและความเปราะบางทางอารมณ์ 

3. ข้อจำกัดด้านบุคลากรเฉพาะทางและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลความเสี่ยงในระดับพื้นที่

 

อาจารย์กฤษฎา เสนอว่า ควรปรับปรุงนโยบายสาธารณะในเรื่องใหม่ เพื่อให้ตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยการขับเคลื่อน 4 กลไกหลัก ได้แก่ 

1. การบรรจุภารกิจ “สุขภาพจิตและภัยไซเบอร์” เป็นงบประมาณหมวดหลัก

กำหนดให้ อปท. จัดสรรงบประมาณเฉพาะในแผนพัฒนาท้องถิ่น สำหรับการคัดกรองความเครียด ภาวะซึมเศร้า และการสร้างความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล หรือ Digital Literacy โดยยกระดับจากการทำโครงการอบรมรายครั้ง ไปสู่การจัดสรรงบประมาณหมวดส่งเสริมคุณภาพชีวิตประจำปีที่ต่อเนื่อง ชัดเจน และมีตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง ครอบคลุมทั้งการจัดหาเครื่องมือคัดกรองภาวะสุขภาพจิตเชิงรุก การฝึกอบรมทักษะการรับมือการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ หรือ Cyberbullying การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเนื้อหาความรุนแรง และการเฝ้าระวังภัยเงียบจากการหลอกลวงหรือการเข้าถึงสิ่งผิดกฎหมายผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เด็ก ผู้ปกครอง และครู สามารถป้องกันและหยุดยั้งปัญหาได้ตั้งแต่ต้นเหตุ

2. การจัดตั้ง “ทีมเคลื่อนที่เร็วระดับท้องถิ่น” ที่เรียกว่า Mobile Care Team

ปรับวิธีทำงานจากการตั้งรับเป็นการเข้าหา โดยบูรณาการบุคลากรทางการแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) และ อพม. (อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและประเมินเด็กกลุ่มเสี่ยงทันทีเมื่อพบสัญญาณเตือน โดยจัดตั้งเป็นทีมทำงานเฉพาะกิจระดับตำบลและเทศบาล ที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และมีเกณฑ์ปฏิบัติงานมาตรฐานที่ชัดเจน ทำหน้าที่เคาะประตูบ้านเพื่อประเมินสภาพจิตใจและสวัสดิภาพความเป็นอยู่ ให้คำปรึกษาแก่ครอบครัว และให้การช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้นอย่างละมุนละม่อม โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุคดีความ ความสูญเสีย หรือรอให้เคสบานปลายจนสายเกินแก้

3. การพัฒนาระบบข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้า 

เชื่อมโยงฐานข้อมูลความเสี่ยงสามประสานระหว่าง อปท. โรงเรียน และสถานพยาบาล เพื่อติดตามเด็กที่ขาดเรียนบ่อย เด็กในครอบครัวรุนแรง หรือผู้ป่วยจิตเวช ให้ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา ผ่านการสร้างระบบจัดเก็บและแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลล่วงหน้าที่ปลอดภัยและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่เป็นสัญญาณเตือนอันตราย เช่น สถิติการขาดเรียนติดต่อกัน การมีประวัติเผชิญความรุนแรงในครัวเรือน หรือพฤติกรรมแยกตัวจากสังคม ซึ่งจะช่วยให้ อปท. และภาคีเครือข่ายสามารถจัดลำดับความสำคัญของเคส ส่งเจ้าหน้าที่เข้าประคองชีวิต สนับสนุนทุนการศึกษา หรือส่งต่อเข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

4. การยกระดับสภาเด็กและเยาวชนสู่ “พื้นที่ปลอดภัย”

เปลี่ยนบทบาทสภาเด็กฯ จากการช่วยงานพิธีการ ให้เป็นกลไกรับฟังเสียงและเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสหรือระบายความเครียดแบบปกปิดตัวตน ทั้งระบบ On-site และ Online โดยปรับเปลี่ยนทัศนคติและภารกิจจากการถูกดึงมาช่วยจัดงานวันเด็กหรืองานเอกสาร ให้กลายเป็น "กระบอกเสียงและพื้นที่พึ่งพิง" ที่แท้จริงของเยาวชนด้วยกัน จัดให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนที่รับประกันความลับสูงสุด เพื่อให้เด็กสามารถเข้ามาขอคำปรึกษา ระบายความเครียด หรือแจ้งเบาะแสความรุนแรงและการถูกรังแกได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน หรือถูกโดนกลั่นแกล้งซ้ำจากคนในชุมชน

 

อาจารย์กฤษฎา สรุปว่า ข้อเสนอนโยบายนี้จะช่วยยกระดับ อปท. จากเดิมที่เป็นเพียง “ระบบดูแลเด็กแบบตั้งรับ” ให้กลายเป็น “ตาข่ายความปลอดภัยเชิงรุกที่มีชีวิต” เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและสุขภาพจิตของลูกหลานไทยได้อย่างเท่าทันสถานการณ์

 

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "สหรัฐความรุนแรง" ใน "เยาวชน"

 

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "สหรัฐความรุนแรง" ใน "เยาวชน"

 

ถอดบทเรียนสหรัฐฯ! ดัน "อปท." เป็นตาข่าย สกัด "สหรัฐความรุนแรง" ใน "เยาวชน"

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด