เนชั่นทีวี

ข่าว

พิษข่าวรุนแรงทำคนไทยเครียด! มธ.จี้รัฐฟื้นความเชื่อมั่นด่วน

08 ส.ค. 2569 | titayu_pur

พิษข่าวรุนแรงทำคนไทยเครียด! มธ.จี้รัฐฟื้นความเชื่อมั่นด่วน

นักวิชาการ มธ. เตือนเหตุความรุนแรงถี่ ทำคนไทยเครียด-หวาดระแวง หวั่นกระทบกายใจ จี้รัฐปราบปรามจริงจังทวงความเชื่อมั่น สื่อหยุดเร้าอารมณ์ แนะ 3 วิธีเซฟใจ

นักวิชาการ มธ. เตือนเหตุความรุนแรงถี่ ทำคนไทยเครียด-หวาดระแวง หวั่นกระทบกายใจ จี้รัฐปราบปรามจริงจังทวงความเชื่อมั่น สื่อหยุดเร้าอารมณ์ แนะ 3 วิธีเซฟใจ

KEY

POINTS

  • วิกฤตสุขภาพจิตสังคม: เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นถี่ ทำประชาชนเครียด วิตกกังวล และแสดงออกทางกาย (ใจสั่น นอนไม่หลับ) หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นภาวะหวาดระแวงระดับสังคม
     
  • จี้รัฐ-สื่อ เร่งแก้ปัญหา: รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายปราบปรามจริงจังเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นความปลอดภัย ส่วนสื่อมวลชนต้องหยุดเสนอข่าวแบบกระตุ้นเร้าอารมณ์ และหันมาเน้นให้ความรู้
     
  • 3 วิธีดูแลจิตใจรับมือข่าวรุนแรง: เสพข่าวอย่างพอเหมาะ-เลือกสื่อเชิงความรู้, หมั่นสำรวจอารมณ์ตนเองหากไม่ไหวให้หยุดรับสื่อ, และพบจิตแพทย์ทันทีเมื่อกระทบการนอนหรือการใช้ชีวิตประจำวัน

8 สิงหาคม 2569 ดร.ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต นักจิตวิทยา มธ. ออกมาเตือนถึงพิษ ข่าวความรุนแรง ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมไทย จนสร้างความเครียดและความวิตกกังวลสะสมให้ประชาชน ชี้หากปล่อยไว้อาจลามเป็นความหวาดระแวงระดับสังคม กระทบทั้ง สุขภาพจิต และร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และผู้เคยตกเป็นเหยื่อ จึงเรียกร้องให้มี มาตรการรัฐ บังคับใช้กฎหมายเร่งด่วนเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น พร้อมเปิด วิธีรับมือความเครียด 3 ข้อ ให้คนไทยดูแลจิตใจตนเองและครอบครัว


ดร.ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต สาขาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงเหตุความรุนแรง และการก่อคดีอุกอาจที่เกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคดีฆาตกรรม 5 ศพ กรณีตำรวจขู่ยัดยาบังคับถ่ายคลิปอนาจาร กรณีฉุดหญิงสาวขณะกำลังออกกำลังกาย หวังข่มขืนในห้องน้ำสาธารณะ พฤติกรรมโชเฟอร์แท็กซี่ควงมีดไล่ไรเดอร์ เพราะไม่พอใจเสียงแตร หรือล่าสุด เหตุการณ์กราดยิงในสถานศึกษาว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีโอกาสทำให้ผู้คนในสังคม เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย และวิตกกังวลในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากได้

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีความเปราะบางทางสุขภาพจิต อาจกระตุ้นให้มีอาการกำเริบ หรืออาการรุนแรงขึ้นได้ เช่น ผู้ป่วยทางจิตใจ หรือ ผู้ที่เคยเป็นเหยื่อ (รวมถึงครอบครัว) จากเหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งหากรับรู้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง อาจไปกระตุ้นอารมณ์หรือความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นในอดีตให้กลับมาได้ 





ดร.ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต สาขาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

ดร.ชลาลัย กล่าวว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ จำเป็นต้องมีการดำเนินการป้องกัน ปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายในการจัดการกับเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐ ในการสร้างความปลอดภัยให้กับคนในสังคม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องอยู่กันอย่างหวาดระแวงกันตลอดไป ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนเอง ควรนำเสนอข่าวความรุนแรงในสังคม อย่างมีวิจารณญาณตามหลักจรรยาบรรณ และเน้นการนำเสนอข่าวเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้แก่สังคม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในสังคมต่อไป

 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าหลายๆ ครั้ง นอกจากเนื้อหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอแล้ว ในอีกด้านจะมีการนำเสนอเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ ในลักษณะกระตุ้นเร้าเชิงอารมณ์ร่วมด้วย เนื่องจากสามารถดึงดูดผู้ชมได้ค่อนข้างมาก จากการเหนี่ยวนำให้เกิดความรู้สึกร่วมมากขึ้น ทว่า การกระทำเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้รับชมได้

 

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันหลายภาคส่วน และจริงๆ แล้วไม่ควรจะเป็นภาระของคนในสังคมที่ต้องมาคอยดูแลสภาพจิตใจกันเอง ฉะนั้นจึงต้องมีการทำงานของสื่อมวลชนร่วมด้วย รวมถึงภาครัฐ และ ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ควรมีบทบาททำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด” ดร.ชลาลัย กล่าว 



พิษข่าวรุนแรงทำคนไทยเครียด! มธ.จี้รัฐฟื้นความเชื่อมั่นด่วน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากการรับรู้ เหตุการณ์ความรุนแรงในสังคม  สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไล่ลำดับความรุนแรงจากระดับต้น เช่น เกิดความรู้สึกสะเทือนใจ และวิตกกังวลต่อความปลอดภัยของตัวเอง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ในขณะเดียวกันบางคนอาจมีความรู้สึกเชิงลบที่มากขึ้น เช่น เกิดความรู้สึกกลัว ใจสั่น หรือ ใจเต้นแรง เหงื่อออกตามฝ่ามือ เมื่ออ่านข่าวหรือนึกถึงเหตุการณ์ในข่าว
 

โดยอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่า ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเริ่มแสดงออกมาเป็นอาการทางกาย และในบางรายที่การเสพข่าวความรุนแรงในสังคม ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจค่อนข้างมาก อาจเกิดความวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้น จนส่งผลให้มีพฤติกรรมการแสดงออกที่เปลี่ยนไป เช่น ความอยากอาหารลดลง นอนไม่หลับ ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดอาการวิตกกังวล (Anxiety) หรือ ซึมเศร้า (Depression) ในอนาคตได้

 

 

สำหรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตตัวเอง ประกอบด้วย

 

1. ควรเสพข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคมอย่างมีวิจารณญาณ และพอเหมาะพอควร เช่น หากพบว่าเนื้อหาที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ มีลักษณะที่เน้นการรับรู้เชิงอารมณ์มากเกินไป จนรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมาก ควรจะต้องตระหนักรู้ว่าไม่ควรจะไปรับรู้เนื้อหาในรูปแบบนี้ต่อ แต่ให้เน้นการเสพข่าวที่นำเสนอเหตุการณ์ ในเชิงให้ความรู้แก่สังคมแทน

 

2. หมั่นสำรวจและตระหนักรู้ถึงสภาพจิตใจของตัวเอง หากในระหว่างอ่านข่าวหรือเนื้อหาของเหตุการณ์ความรุนแรงแล้วเกิดความรู้สึกอ่อนไหวง่าย และจัดการอาการเหล่านี้ด้วยตัวเองได้ยาก เช่น แม้จะหยุดการรับรู้ข่าวไปแล้ว แต่อารมณ์ยังคงค้างอยู่ในจิตใจอย่างต่อเนื่องยาวนาน อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า สภาพจิตใจอาจจะรับมือกับเรื่องราวเหล่านั้นไม่ไหว

 

3. การตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต เพื่อปรึกษา และรับการดูแลรักษา ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในกรณีที่อาการต่างๆ ทางจิตใจเริ่มส่งผลในทางร่างกาย และการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาการใจสั่น เหงื่อออกตามฝ่ามือ ตื่นกลัว นอนไม่หลับ หรือตระหนกวิตกกังวลง่าย

 

“ความวิตกหรืออาการที่เกิดขึ้นจากการรับชมข่าวเหตุการณ์ ความรุนแรงในสังคม หากความรู้สึกวิตกกังวลที่เกิดขึ้นไม่มากจนเกินไป ก็มีแง่มุมที่เป็นประโยชน์ได้ คือ ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความเหมาะสม และความปลอดภัยในบางสถานที่ที่อาจมีความสุ่มเสี่ยง และหลีกเลี่ยงที่จะไปในสถานที่ดังกล่าว รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตมากขึ้น


แต่หากความรู้สึกวิตกกังวลที่เกิดจากการเสพข่าวมีมากจนเกินไป ก็จะกลายเป็นความเครียด และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้เสพข่าวมีอาการเหล่านี้ และปล่อยไว้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ก็อาจกลายเป็นอาการเครียด วิตกกังวลระยะยาว จนก่อให้เกิดเป็นความหวาดระแวงต่อสังคมได้เช่นกัน” ดร.ชลาลัย กล่าว

 

สำหรับข่าวเหตุการณ์กราดยิงในสถานศึกษา นอกเหนือจากความสะเทือนใจ ความหวาดกลัว และและความตื่นตระหนก ซึ่งเป็นผลกระทบวงกว้างที่เกิดขึ้นได้ในสังคม ดร.ชลาลัย ให้คำแนะนำว่า การพูดคุยกันในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในโรงเรียน ความรู้สึกร่วมของคนในสังคมย่อมมีมาก เนื่องจากเป็นสถานศึกษาควรเป็นสถานที่ปลอดภัย สำหรับเด็กนักเรียนทุกคน แต่กลับมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น


พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงตัวนักเรียนเอง อาจมีความหวาดกลัว หวาดระแวง หรือวิตกกังวลมากยิ่งขึ้นในการไปโรงเรียน เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว ที่แต่ละคนต้องจัดการตัวเอง สิ่งสำคัญคือครอบครัวควรสร้างบรรยากาศครอบครัวปลอดภัย เปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้สื่อสาร ถึงความวิตกกังวลใจ ความสะเทือนใจ ความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยซึ่งกันและกันได้ การสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ภายในครอบครัวโดยไม่ตัดสินกัน สามารถเป็นหนทางหนึ่ง ในการเยียวยาสภาพจิตใจร่วมกันในครอบครัวได้


ดร.ชลาลัย เสนอแนะด้วยว่า คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสภาพจิตใจของบุตรหลานอย่างใกล้ชิดว่า ได้รับผล
กระทบกระเทือนทางจิตใจ จากเหตุการณ์ข่าวความรุนแรงในโรงเรียนมากน้อยแค่ไหน และเมื่อใดก็ตามที่สังเกตเห็นความผิดปกติในระดับอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมการแสดงออก ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ขอแนะนำให้พาบุตรหลานไปปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือ ผู้ทำงานทางด้านสุขภาพจิต เพื่อที่จะได้รับการรักษาเยียวยาอย่างทันท่วงที 




พิษข่าวรุนแรงทำคนไทยเครียด! มธ.จี้รัฐฟื้นความเชื่อมั่นด่วน

 

ข่าวล่าสุด