ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าจากผู้รับเหมาเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในอุโมงค์ โดยระบุว่า ปัจจุบันมีการใช้เครื่องสูบน้ำระบายน้ำออกจากอุโมงค์ในอัตราประมาณ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง พร้อมควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในระดับเดิม ไม่สูบน้ำออกจนแห้ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพของชั้นดินและโครงสร้างโดยรอบ ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเห็นว่ามีความเหมาะสม ขณะที่การติดตามปริมาณทรายที่อาจเคลื่อนตัวอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม
ขณะที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (ICP) ตั้งแต่วันแรกของการเกิดเหตุ พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ 20 นาย ประจำพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและดูแลความปลอดภัย รวมทั้งติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคาร ซึ่งผลการตรวจวัดตั้งแต่ติดตั้งอุปกรณ์จนถึงปัจจุบันยังไม่พบความผิดปกติ นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมด้านรถกู้ภัยและระบบไฟฟ้าส่องสว่างเพื่อรองรับการปฏิบัติการตลอดเวลา
ส่วนสำนักงานเขตคลองสาน ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามกฎหมาย ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทผู้รับเหมาได้เป็นผู้รับผิดชอบจัดหาที่พักชั่วคราวให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ และประชาชนที่ประสงค์เข้าพักสามารถประสานงานกับบริษัทได้โดยตรง
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า อาคารที่ได้รับผลกระทบมีความยาวประมาณ 50 เมตร โดยมีการสั่งอพยพประชาชนออกจากอาคาร 3 แห่ง ได้แก่ อาคารทันตกรรม อาคาร D House และ อาคารห้างทองทวีชัย 5 สำหรับอาคารอพาร์ตเมนต์ D House มีผู้พักอาศัยรวม 112 ห้อง และอาคารอพาร์ตเมนต์ด้านหลังห้างทองทวีชัย 5 อีก 33 ห้อง รวมผู้พักอาศัยทั้งสิ้น 141 คน โดยมีผู้ย้ายไปพักอาศัยกับญาติ เพื่อน หรือเช่าที่พักภายนอกแล้ว 51 คน เหลืออีก 81 คน อยู่ระหว่างทยอยย้ายออก
ขณะที่บริษัทผู้รับเหมาได้จัดหาที่พักไว้รวม 50 ห้อง ในพื้นที่ถนนอินทรพิทักษ์ สมเด็จเจ้าพระยา สมเด็จพระเจ้าตากสิน และ บริเวณตลาดพลู เพื่อรองรับผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงได้เคลื่อนย้ายบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกจากอาคารทันตกรรมเรียบร้อยแล้ว
สำนักงานเขตธนบุรี รายงานว่า จากการประเมินพื้นที่เสี่ยงพบว่า รัศมีจุดเกิดเหตุหลักอยู่ที่ประมาณ 14 เมตร และกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังเพิ่มเติมอีก 30 เมตร ส่งผลกระทบต่ออาคารในพื้นที่เขตธนบุรีจำนวน 9 หลัง มีประชาชนพักอาศัยประมาณ 50 คน ประกอบด้วย เด็ก 4 คน ผู้ป่วยโรคประจำตัว 1 คน และมีสัตว์เลี้ยงเป็นแมว 2 ตัว โดยเขตได้เตรียมประสานศูนย์พักพิงสัตว์เลี้ยงและจัดหาสถานที่พักสำรองหากประชาชนประสงค์ย้ายออกจากพื้นที่ ทั้งนี้การย้ายออกจะเป็นไปตามความสมัครใจ เนื่องจากพื้นที่เฝ้าระวังครอบคลุมเฉพาะด้านหน้าของอาคารบางส่วน
ในส่วนของการจราจร สำนักงานเขตธนบุรี ได้ร่วมกับ สถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ และสถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม ปิดการจราจรทั้งสองฝั่งของพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมเบี่ยงเส้นทางไปใช้ถนนลาดหญ้าและถนนอินทรพิทักษ์ รวมทั้งประสานวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เพื่อใช้เป็นศูนย์พักพิงในกรณีฉุกเฉิน
นางสาวกนกวรรณ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ รวมถึงการบริหารจัดการด้านการจราจร พร้อมกำชับให้ผู้รับเหมาและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมติดตามการเคลื่อนตัวของอาคารและดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลกระทบต่อประชาชนยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด
รองปลัดกรุงเทพมหานคร ยังสั่งการให้สำนักงานเขตคลองสาน และ สำนักงานเขตธนบุรี ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งประสานการทำงานกับสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อดูแลผลกระทบด้านการจราจรและความปลอดภัย
ด้านนายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกับประชาชนให้เกิดความเข้าใจและลดความวิตกกังวล โดยทุกหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่มุ่งกล่าวโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะหากประชาชนเกิดความเสี่ยง ผลกระทบจะตกกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ นายธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ภาควิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะติดตั้งเครื่องวัดการเอียงตัวของอาคาร (Tilt Sensor) เพิ่มเติมบริเวณอาคาร 6 ชั้น ซึ่งเป็นอาคารธนาคารเก่าและปัจจุบันไม่มีผู้ใช้งาน เพื่อใช้ติดตามการเคลื่อนตัวของอาคารอย่างละเอียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง
ทั้งนี้ พื้นที่เขตคลองสาน มีอาคารที่อยู่ในรัศมีเฝ้าระวัง และอยู่ในประกาศขอความร่วมมือให้ออกจากอาคารจำนวน 3 อาคาร มีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 166 คน โดยอพยพออกจากพื้นที่แล้ว 72 คน เหลืออีก 84 คน ซึ่งบริษัทผู้รับเหมาอยู่ระหว่างจัดหาที่พักเพิ่มเติม
ขณะที่กรุงเทพมหานครได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่วัดพิชยญาติการามวรวิหาร รองรับประชาชนได้ประมาณ 150 คน คาดว่าจะเปิดใช้งานเป็นระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ตามประกาศเบื้องต้น