ส่วนคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีที่มา เนื่องจากก่อนหน้านี้สามีของตนกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ เคยมีปากเสียงกันในเรื่องการรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งสามีไปรับผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันสีเขียว โดยไปจอดอยู่ในพื้นที่ที่คู่กรณีอ้างว่าเป็นของตัวเอง ทำให้มีปัญหาเรื้อรัง ที่ผ่านมามีความพยายามไกล่เกลี่ย และก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ทราบว่าความขัดแย้งยุติไปแล้ว ซึ่งเมื่อคลี่ความบาดหมางไป สามีจึงไปทำงานตามปกติ โดยไม่ได้ระมัดระวังตัวเอง
ในวันเกิดเหตุทราบว่า สามีไปรับผู้โดยสารในจุดที่เคยมีข้อพิพาท กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มคู่กรณีเข้ามารุมทำร้ายจนเสียชีวิต เมื่อพยายามสอบถามหาผู้เห็นเหตุการณ์ ก็ไม่มีใครให้ข้อมูลได้ จากนั้นจึงประสานตำรวจเพื่อขอภาพจากกล้องวงจรปิด ก็ได้รับภาพที่อยู่ห่างไกลจากจุดเกิดเหตุ ทำให้ไม่เห็นภาพขณะเกิดเหตุ จึงตระเวนหาภาพเหตุการณ์ในวันนั้น กระทั่งพบพลเมืองดีส่งภาพที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติบันทึกไว้ให้เป็นที่มา ทำให้ตนใช้เป็นหลักฐานส่งต่อให้ตำรวจ แต่ตำรวจแจ้งว่าไม่มีใครกล้าให้ข้อมูลอะไร ทำให้คดีไม่คืบหน้า ส่วนตนเชื่อว่าเพราะคนในพื้นที่เกรงกลัวอิทธิพลของคู่กรณี
นอกจากนี้ ตนยังพบว่า มีคนแปลกพยายามโทรศัพท์มาสอบถามข้อมูลตน และคนในครอบครัว อีกทั้งมีพฤติกรรมคล้ายจะล่อลวงให้คนในครอบครัวเดินทางออกไปพบ จึงทำให้เกิดความกลัว เพราะตนมีลูกเล็กอายุเพียง 1 เดือน 15 วัน และได้อพยพโดยพาครอบครัวรวม 11 ชีวิต ออกจากพื้นที่มาอยู่กรุงเทพมหานคร เป็นที่มาในการยื่นขอคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมในวันนี้
พอได้เห็นคลิปเหตุการณ์แล้ว รู้สึกเลยว่าการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุมันรุนแรงเกินไปจริง ๆ เขาไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายเลยแม้แต่นิดเดียว ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้" อรชุมา ภรรยาผู้เสียชีวิตกล่าว
ด้าน นายณัฐพล ด่านจิตร์ตรง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า หลังรับเรื่องแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะให้คำปรึกษาด้านกฎหมายกับครอบครัวผู้เสียชีวิต ทั้งในด้านการดูแลคดีความและคุ้มครองผู้เสียหาย รวมถึงการเยียวยากรณีที่ผู้เสียชีวิตถูกกระทำจนเสียชีวิต ผ่านพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544