svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

23 มี.ค. 2569

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน ดันยอดเสียหายเพิ่มขึ้น แม้จำนวนคดีจะลดลง คดีหลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1 เสียหายสูงสุด

23 มีนาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 15-21 มี.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,231 คดี มูลค่าความเสียหาย 488,765,704 บาท

 

 

 

ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 8-14 มี.ค.69 จำนวน 551 คดีแต่พบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 1,194,174 บาทข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีลดลง แต่มูลค่าความเสียหายรวมเพิ่มขึ้นจุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ “คดีแอบอ้างบุคคลอื่น” คือตัวอันตราย

 

แม้ว่าจำนวนคนโดนหลอกจะลดลง แต่มูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 67.5% แสดงว่ามิจฉาชีพเริ่มพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายใหญ่ หรือมีบทสคริปต์การหลอกลวงที่แนบเนียนจนดึงเงินจากเหยื่อได้มากขึ้นต่อรายและคดีหลอกลงทุนยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ที่มีความเสียหายสูงสุดและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน

 

ขณะที่การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการ ทั้งจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีการประชาสัมพันธ์เตือนภัยและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ให้ซื้อของออนไลน์อย่างปลอดภัย 

 

 

 

หากเทียบจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหาย 7 วันย้อนหลังพบว่า ในช่วงต้นสัปดาห์ (15 มี.ค.)จำนวนคดีเริ่มที่จุดต่ำสุด ก่อนจะพุ่งสูงขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงสิ้นสัปดาห์นี้(21 มี.ค.) ส่วนมูลค่าความเสียหายมีความผันผวนสูงกว่าจำนวนคดี โดยมีการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 19 มี.ค. คาดว่าเป็นผลมาจากคดีประเภทหลอกลงทุนหรือคดีไฮบริดสแกมที่มักมีความเสียหายต่อบุคคลสูงมาก

 

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้

 

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้


- ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
- ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ” 
- มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
- มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
- รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

 

 

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง


- ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน
- หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

 

3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม


- มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายเหมือนสัปดาห์ที่แล้วและยังคงเป็นกลุ่มอายุ 31-40 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โ

ดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด

-อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อยู่ในกลุ่มอายุ 31-40 ปี

-อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี

-อันดับ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน คือกลุ่มอายุ 18-25 ปี


ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 22 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 28 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 9,367,721 บาท และสามารถจับกุมได้ 8 คดี

 

 

 

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

 

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 73 ปี อย่างเร่งด่วน หลังตรวจพบธุรกรรมการโอนเงินเข้าบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2569 จากการหลงเชื่อลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อให้การช่วยเหลือตั้งแต่ครั้งแรก แต่ผู้เสียหายปฏิเสธความช่วยเหลือ และยังคงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพและปฏิเสธการแจ้งความ จนบุตรสาวต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง เนื่องจากเกรงว่ามารดาจะเกิดอาการช็อกหากทราบความจริงกะทันหันว่าถูกหลอกลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวผู้เสียหายมายังสถานีตำรวจพร้อมประสานนักจิตวิทยาเข้าร่วมเจรจาอย่างใกล้ชิด จนผู้เสียหายยอมเปิดใจและตระหนักว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเพื่อเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนิคดีตามกฏหมายต่อไป มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 30 ล้านบาท

 

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ war room ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือหญิงวัย 70 ปี อย่างเร่งด่วน หลังตรวจพบธุรกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติไปยังบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงจากการลงทุนหุ้นทองคำ จนหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1.5 ล้านบาทเจ้าหน้าที่จึงได้ชี้แจงให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกลวง ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมให้คำแนะนำในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ war room ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.7 เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายรายหนึ่งซึ่งประกอบอาชีพเป็นอินฟูลเอนเซอร์ หลังถูกมิจฉาชีพหลอกลวงผ่านกลุ่มแอปพลิเคชัน Line โดยอ้างว่าเป็นการจัดหางานโฆษณาและรีวิวสินค้าขายดี จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าสู่ระบบเพื่อเป็นค่าสมัคร จำนวน 5,900 บาท ก่อนจะถูกหว่านล้อมให้สำรองเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีการโอนเงินออกไปทั้งสิ้น 8 ครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม 526,190 บาท ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนเส้นทางการเงินและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน

 

เคสที่ 4 เจ้าหน้าที่ war room ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าม่วง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 56 ปี หลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ โดยผู้เสียหายต้องการซื้อเครื่องทำน้ำแข็งทางออนไลน์ แต่กลับถูกหลอกลวงให้แอดไลน์เข้าร่วมกลุ่มทำกิจกรรมแลกผลตอบแทนซึ่งในช่วงแรกสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปทำภารกิจอย่างต่อเนื่องแต่ต่อมากลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงอธิบายให้ผู้เสียหายทราบว่ากำลังถูกหลอกลวง ให้หยุดการโอนเงิน ก่อนจะนำตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

ขณะที่เคสที่ 5 ผู้เสียหายปฏิเสธการช่วยเหลือ หลังเจ้าหน้าที่ war room ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน เข้าตรวจสอบเหตุเร่งด่วน เมื่อพบความผิดปกติกรณีหญิงวัย 73 ปี โอนเงินไปยังบัญชีม้า จำนวน 6.9 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบความผิดปกติ เพราะเป็นการโอนเงินไปยังบัญชีปลายทาง ที่เป็นบัญชีนิติบุคคลหลายแห่งที่วัตถุประสงค์ธุรกิจไม่สอดคล้องกัน และบางบริษัทมีประวัติถูกแจ้งความดำเนินคดีหลอกลวงในระบบ ซึ่งมีเคสไอดีแล้วด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ติดต่อไปยังผู้เสียหายกลับได้รับคำยืนยันว่าเป็นการโอนเงินเพื่อลงทุนธุรกิจกับคนที่รู้จักกันมานานนับ10ปี และพยายามจะขอปลดอายัดบัญชี ซึ่งถึงแม้ว่าทางเจ้าหน้าที่จะพยายามชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่เข้าข่ายมิจฉาชีพแต่ผู้เสียหายยังคงไม่ปักใจเชื่อ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้ผู้เสียหายตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกำชับว่าหากพบความผิดปกติให้รีบแจ้งความที่ สน.บางชัน ทันที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้

 

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1

 

แผนโกงมิจฉาชีพพุ่งเป้า "เหยื่อรายใหญ่" ใช้สคริปต์แนบเนียน "หลอกลงทุน" ยังครองอันดับ 1