svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

วิเคราะห์กับดักมหาอำนาจ ย้อนรอยความล้มเหลว "เปลี่ยนระบอบ" ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นถึงปัจจุบัน

09 มี.ค. 2569

"สงครามเริ่มง่าย แต่จบยาก" ศ.ดร.สุรชาติ กางบทเรียนความล้มเหลวของมหาอำนาจในการ "เปลี่ยนระบอบ" ประเทศเป้าหมาย ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน เตือนสติทำเนียบขาวและปีกชาตินิยมสุดโต่ง ระวังกับดักสงครามอิหร่าน

9 มีนาคม 2569 ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง วิเคราะห์นโยบายความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) ของสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลอเมริกันมีความพยายามอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบันคือ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศเป้าหมาย ว่าที่จริงการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในยุคสงครามเย็น และกลไกที่จะใช้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก็คือ การสนับสนุนกองทัพในประเทศดังกล่าวให้ทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลเดิม 
      
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในยุคสงครามเย็นคือ การสนับสนุนการรัฐประหารในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ซึ่งอาจจะพอหาเหตุผลสนับสนุนการกระทำเช่นนั้นได้ในอินโดจีน เพราะมีเงื่อนไขของสงครามเป็นตัวกำหนด เลยทำให้สหรัฐต้องสร้าง “รัฐบาลนิยมตะวันตก” ในประเทศเช่นนี้ หรือเหตุผลสำคัญในอีกด้านคือ การจัดตั้ง “รัฐบาลต่อต้านคอมมิวนิสต์”

 ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง

อีกทั้ง ในตะวันออกกลางและในลาตินอเมริกาในยุคสงครามเย็นก็ไม่แตกต่างกัน สหรัฐเข้าไปมีบทบาทในการแทรกแซงทางทหารในหลายประเทศ ด้วยเหตุเดียวกันคือ “การต่อต้านคอมมิวนิสต์” และมีแบบแผนในการแทรกแซงคือ การโค่นล้มรัฐบาลเดิม ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้นำสูงสุดของรัฐบาล และทำให้ระบบการเมืองเป็นไปในทิศทางที่สหรัฐต้องการ  

หากย้อนกลับไปพิจารณาการแทรกแซงของสหรัฐ อันนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น จะพบว่า สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงให้แก่รัฐบาลที่วอชิงตันให้การสนับสนุน ซึ่งเหตุผลสำคัญของความล้มเหลวคือ รัฐบาลอเมริกันประเมินผลสืบเนื่องที่จะเกิดตามมาในระดับต่ำ กล่าวคือ มองไม่เห็นปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการคาดคะเนผลสืบเนื่องที่ผิดพลาด 

อีกทั้งเชื่อว่า การเปลี่ยนเช่นนี้มีหลักประกันของความสำเร็จจากการที่สหรัฐต้องพึ่งพาผู้นำในท้องถิ่น หรือในอีกส่วนคือ การพึ่งพาผู้นำที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ และเชื่ออีกว่า กองทัพที่สหรัฐให้การสนับสนุนจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้

ในความเป็นจริงจะพบว่า ผู้นำเหล่านี้อาจจะไม่มีอำนาจมากเช่นที่หน่วยข่าวกรองอเมริกันประเมิน และภัยคุกคามที่ผู้นำสหรัฐใช้เป็นข้ออ้าง ก็มีสภาวะเป็น “ภัยคุกคามที่เกินจริง” อีกทั้ง ความท้าทายที่เกิดตามมาจากการแทรกแซงของสหรัฐ กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันต้องแบกภาระของงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นจำนวนมาก และในบางกรณี ยังมีนัยถึงความสูญเสียด้านกำลังพล กำลังคนชาวอเมริกันอีกด้วย 
        
ปัญหาสำคัญเป็นผลมาจาก ความผิดพลาดในการไม่อาจคาดคะเนถึง “ความปั่นป่วน” ที่เกิดตามมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สหรัฐเป็นผู้เริ่มขึ้น และความเชื่อมั่นอย่างผิด ๆ ที่คิดว่า รัฐบาลใหม่จะสามารถควบคุมสถานการณ์หลังการเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย 
        
หรือกล่าวด้วยภาษาง่ายๆ คือ ผู้นำสหรัฐประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศเป้าหมายต่ำเกินจริง จนไม่สามารถมองเห็นความท้าทายขนาดใหญ่ที่จะเกิดตามมาในอนาคต (ข้อสังเกตเช่นนี้ อาจเตือนใจปีกชาตินิยมสุดโต่งที่ชอบเสนออย่างไร้เดียงสา ให้รัฐบาลไทยเข้าไปเปลี่ยนระบอบในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยทั้งในทางการเมืองและการทหารไม่มีศักยภาพที่จะทำได้ขนาดนั้น)
        
บทเรียนของการเปลี่ยนระบอบในประเทศเป้าหมายจากยุคสงครามเย็นสำหรับสหรัฐที่เป็นข้อเตือนใจในปัจจุบันคือ “สงครามเวียดนาม” และก็เกิดกับสหภาพโซเวียตในทำนองเดียวกันคือ “สงครามอัฟกานิสถาน” ซึ่ง 2 มหาอำนาจใหญ่เข้าไปติดกับสงครามด้วยเหตุผลเดียวกัน และเป็นสงครามใหญ่ของโลกในยุคสงครามเย็นทั้ง 2 กรณี
         
อย่างไรก็ตาม ในยุคหลังสงครามเย็น และตามมาด้วยยุคของสงครามก่อการร้าย กับดักจึงไม่ใช่เรื่องของการล้มรัฐบาลที่เอียงไปทางคอมมิวนิสต์ แต่เป็นการล้มรัฐบาลที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของการก่อการร้าย เช่น การล้มรัฐบาลทาลีบันในอัฟกานิสถาน หลังเหตุการณ์ 9/11 การล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก และการล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีโมอัมมาร์ กัดดาฟีในลิเบีย 

สิ่งที่เห็นได้ชัดในทั้ง 3 กรณีคือ “ความล้มเหลว” ของรัฐบาลสหรัฐ เพราะสิ่งตามมาคือ สงครามก่อความไม่สงบทั้งในอัฟกานิสถาน อิรัก และลิเบีย ซึ่งสงครามดังกล่าวได้ดึงเอาอเมริกาเข้าไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองในพื้นที่ดังกล่าว 

ในท้ายที่สุด เราจะพบว่า การแทรกแซง 20 ปีของสหรัฐในอัฟกานิสถาน จบลงด้วยชัยชนะของรัฐบาลทาลีบัน และในยุคสงครามเย็น โซเวียตก็พ่ายแพ้มาแล้วก่อนหน้าสหรัฐ

สภาวะเช่นนี้ เป็นบทเรียนที่สอนนักทฤษฎีการทหารทุกคนให้ตระหนักเสมอว่า “สงครามเริ่มง่าย แต่จบยาก” และยังต้องตระหนักอีกว่า “สงครามเมื่อเริ่มแล้ว จะไปต่ออย่างไร และจะไปถึงจุดไหน” เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ (ชายแดนไทย-กัมพูชาก็อยู่ในสภาพเช่นที่กล่าวแล้ว เป็นแต่เพียงเราจะยอมรับหรือไม่เท่านั้น)

สงครามทั่วโลกล้วนเป็นเช่นนั้น … ธรรมชาติสงครามก็เป็นเช่นนั้นด้วย การคิดแบบ “มักง่ายในทางยุทธการ” จึงเป็นบทสอนใจผู้นำทหาร และผู้นำการเมืองทั่วโลก เพราะกับดักสงครามนั้น “ติดแล้ว ออกยาก” ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายใหญ่ตามมาด้วยเสมอ ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “สงครามราคาถูก” มีแต่ในจินตนาการที่เพ้อฝัน

สำหรับในยุคสมัยปัจจุบัน กรณีที่ชัดเจนของกับดักที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบคือ “สงครามยูเครน” ที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการล้มรัฐบาลที่เคียฟ และไม่แตกต่างจาก “สงครามกาซา” ที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูก็ต้องการล้างรัฐบาลฮามาสในกาซา เป็นต้น

วันนี้ จึงเป็นเสมือนการวัด “ความรู้ทางยุทธศาสตร์” ของทรัมป์ ที่จะพาสหรัฐเข้าไปติดกับดักของการเปลี่ยนระบอบในอิหร่านหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็เสมือนการวัด “ความจำทางประวัติศาสตร์” ของทำเนียบขาว กับปัญหากับดักสงครามอัฟกานิสถาน และอิรัก

สำหรับโลกปัจจุบัน ถ้าอัฟกานิสถานและอิรักเป็นโจทย์ยาก อิหร่านอาจจะเป็นข้อสอบที่ยากกว่าหลายเท่า แม้นว่าในที่สุดแล้ว อาจเปลี่ยนได้ตามที่ผู้นำสหรัฐและอิสราเอลคุยไว้ แต่สิ่งที่ตามมาอาจจะ “น่ากลัว” มากกว่าสงครามที่เราเห็นก็ได้  !

เนชั่นวิเคราะห์ข่าว

วงในขอเล่า “หน้าเดิม” นั่ง รมว.กลาโหม - ยุติธรรม|เนชั่นวิเคราะห์ข่าว |11 มี.ค. 69 | PART 5

 

โผ ครม.อนุทิน 2.0 ที่ว่อนอยู่ในหน้าสื่อขณะนี้ มีทั้งตำแหน่งของภูมิใจไทย บ้านใหญ่เลือดแท้ บ้านใหญ่เลือดใหม่ และก๊วนลูกเทพ เกือบจะครบถ้วนทุกตำแหน่งแล้ว รวมถึงโควตาของเพื่อไทย ที่แม้จะยังฝุ่นตลบกันอยู่ แต่ก็มีชื่อตำแหน่ง และจำนวนเก้าอี้ที่ชัดเจน ขาดแต่ใส่ชื่อคนนั่งเท่านั้น โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วย ที่ยังวิ่งกันขาขวิด

#เนชั่นวิเคราะห์ข่าว
#ครมอนุทิน #จัดตั้งรัฐบาล #รัฐบาลอนุทิน #การเมือง
#NationTV #เนชั่นทีวี #ช่อง22
.
อัปเดตข่าว-ชมรายการสด-รายการย้อนหลัง NationTV ได้ที่ www.nationtv.tv