ในความเป็นจริงจะพบว่า ผู้นำเหล่านี้อาจจะไม่มีอำนาจมากเช่นที่หน่วยข่าวกรองอเมริกันประเมิน และภัยคุกคามที่ผู้นำสหรัฐใช้เป็นข้ออ้าง ก็มีสภาวะเป็น “ภัยคุกคามที่เกินจริง” อีกทั้ง ความท้าทายที่เกิดตามมาจากการแทรกแซงของสหรัฐ กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันต้องแบกภาระของงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นจำนวนมาก และในบางกรณี ยังมีนัยถึงความสูญเสียด้านกำลังพล กำลังคนชาวอเมริกันอีกด้วย
ปัญหาสำคัญเป็นผลมาจาก ความผิดพลาดในการไม่อาจคาดคะเนถึง “ความปั่นป่วน” ที่เกิดตามมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สหรัฐเป็นผู้เริ่มขึ้น และความเชื่อมั่นอย่างผิด ๆ ที่คิดว่า รัฐบาลใหม่จะสามารถควบคุมสถานการณ์หลังการเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย
หรือกล่าวด้วยภาษาง่ายๆ คือ ผู้นำสหรัฐประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศเป้าหมายต่ำเกินจริง จนไม่สามารถมองเห็นความท้าทายขนาดใหญ่ที่จะเกิดตามมาในอนาคต (ข้อสังเกตเช่นนี้ อาจเตือนใจปีกชาตินิยมสุดโต่งที่ชอบเสนออย่างไร้เดียงสา ให้รัฐบาลไทยเข้าไปเปลี่ยนระบอบในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยทั้งในทางการเมืองและการทหารไม่มีศักยภาพที่จะทำได้ขนาดนั้น)
บทเรียนของการเปลี่ยนระบอบในประเทศเป้าหมายจากยุคสงครามเย็นสำหรับสหรัฐที่เป็นข้อเตือนใจในปัจจุบันคือ “สงครามเวียดนาม” และก็เกิดกับสหภาพโซเวียตในทำนองเดียวกันคือ “สงครามอัฟกานิสถาน” ซึ่ง 2 มหาอำนาจใหญ่เข้าไปติดกับสงครามด้วยเหตุผลเดียวกัน และเป็นสงครามใหญ่ของโลกในยุคสงครามเย็นทั้ง 2 กรณี
อย่างไรก็ตาม ในยุคหลังสงครามเย็น และตามมาด้วยยุคของสงครามก่อการร้าย กับดักจึงไม่ใช่เรื่องของการล้มรัฐบาลที่เอียงไปทางคอมมิวนิสต์ แต่เป็นการล้มรัฐบาลที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของการก่อการร้าย เช่น การล้มรัฐบาลทาลีบันในอัฟกานิสถาน หลังเหตุการณ์ 9/11 การล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก และการล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีโมอัมมาร์ กัดดาฟีในลิเบีย
สิ่งที่เห็นได้ชัดในทั้ง 3 กรณีคือ “ความล้มเหลว” ของรัฐบาลสหรัฐ เพราะสิ่งตามมาคือ สงครามก่อความไม่สงบทั้งในอัฟกานิสถาน อิรัก และลิเบีย ซึ่งสงครามดังกล่าวได้ดึงเอาอเมริกาเข้าไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองในพื้นที่ดังกล่าว
ในท้ายที่สุด เราจะพบว่า การแทรกแซง 20 ปีของสหรัฐในอัฟกานิสถาน จบลงด้วยชัยชนะของรัฐบาลทาลีบัน และในยุคสงครามเย็น โซเวียตก็พ่ายแพ้มาแล้วก่อนหน้าสหรัฐ
สภาวะเช่นนี้ เป็นบทเรียนที่สอนนักทฤษฎีการทหารทุกคนให้ตระหนักเสมอว่า “สงครามเริ่มง่าย แต่จบยาก” และยังต้องตระหนักอีกว่า “สงครามเมื่อเริ่มแล้ว จะไปต่ออย่างไร และจะไปถึงจุดไหน” เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ (ชายแดนไทย-กัมพูชาก็อยู่ในสภาพเช่นที่กล่าวแล้ว เป็นแต่เพียงเราจะยอมรับหรือไม่เท่านั้น)
สงครามทั่วโลกล้วนเป็นเช่นนั้น … ธรรมชาติสงครามก็เป็นเช่นนั้นด้วย การคิดแบบ “มักง่ายในทางยุทธการ” จึงเป็นบทสอนใจผู้นำทหาร และผู้นำการเมืองทั่วโลก เพราะกับดักสงครามนั้น “ติดแล้ว ออกยาก” ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายใหญ่ตามมาด้วยเสมอ ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “สงครามราคาถูก” มีแต่ในจินตนาการที่เพ้อฝัน
สำหรับในยุคสมัยปัจจุบัน กรณีที่ชัดเจนของกับดักที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบคือ “สงครามยูเครน” ที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการล้มรัฐบาลที่เคียฟ และไม่แตกต่างจาก “สงครามกาซา” ที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูก็ต้องการล้างรัฐบาลฮามาสในกาซา เป็นต้น
วันนี้ จึงเป็นเสมือนการวัด “ความรู้ทางยุทธศาสตร์” ของทรัมป์ ที่จะพาสหรัฐเข้าไปติดกับดักของการเปลี่ยนระบอบในอิหร่านหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็เสมือนการวัด “ความจำทางประวัติศาสตร์” ของทำเนียบขาว กับปัญหากับดักสงครามอัฟกานิสถาน และอิรัก
สำหรับโลกปัจจุบัน ถ้าอัฟกานิสถานและอิรักเป็นโจทย์ยาก อิหร่านอาจจะเป็นข้อสอบที่ยากกว่าหลายเท่า แม้นว่าในที่สุดแล้ว อาจเปลี่ยนได้ตามที่ผู้นำสหรัฐและอิสราเอลคุยไว้ แต่สิ่งที่ตามมาอาจจะ “น่ากลัว” มากกว่าสงครามที่เราเห็นก็ได้ !