ย้อนคดี “เจ๊อ้อย” แจ้งจับ “ทนายตั้ม” 4 คดี มูลค่ากว่า 111 ล้าน
24 ก.พ. 2569
ย้อนคดี “เจ๊อ้อย” แจ้งจับ “ทนายตั้ม” รวม 4 คดี มูลค่าทรัพยสินกว่า 111 ล้านบาท ผ่านมาเกือบ 2 ปี จนถึงขณะนี้ ทั้งทนายตั้ม – ภรรยา ยังคงถูกจองจำ
ข่าว
24 ก.พ. 2569
ย้อนคดี “เจ๊อ้อย” แจ้งจับ “ทนายตั้ม” รวม 4 คดี มูลค่าทรัพยสินกว่า 111 ล้านบาท ผ่านมาเกือบ 2 ปี จนถึงขณะนี้ ทั้งทนายตั้ม – ภรรยา ยังคงถูกจองจำ
เมื่อคนไว้ใจ กลับกลายเป็นคนเคยไว้ใจ ระหว่าง ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด กับ เจ๊อ้อย จตุพร อุบลเลิศ เศรษฐินีชาวไทย ที่เคยถูกรางวัลกว่า 5,700 ล้านบาท
หลังเจ๊อ้อย สงสัยว่าถูกฉ้อโกงเงิน และมีการแจ้งความดำเนินคดีกับ "ทนายตั้ม" ไว้กับตำรวจกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการสอบสวนดำเนินคดี ฐาน ฉ้อโกง , ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ , ฟอกเงิน และ ร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน
กระทั่ง 7 พ.ย.67 ตำรวจสกัดจับทนายตั้ม กับ นางปทิตตา ภรรยาสาว ได้ระหว่างขับรถยนต์ปอร์เช่ รุ่น Cayenne ได้บริเวณแยกอำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 2 ปี ทั้งทนายตั้ม และ ภรรยา ก็ถูกจองจำสิ้นอิสรภาพเรื่อยมา
ในครั้งแรก ทนายตั้ม ไม่ได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว มีเพียงภรรยา ที่ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว และถูกจองจำจนถึงวันนี้ เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง และมูลค่าความเสียหายสูง หากได้ประกันตัวไป อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้
ขณะที่การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมีการแตกขยายออกไปหลายคดี
คดีที่ 1 ฉ้อโกงเงิน 71 ล้านบาท จ้างทำแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ แต่ไม่ได้งาน และไม่ได้เงินคืน
คดีที่ 2 "ทนายตั้ม" อ้างกับ "เจ๊อ้อย" ว่า ทำธุรกรรมโอนเงินจ้าง "เฉินคุน" ดารานักแสดงจากประเทศจีนมาแสดงที่ประเทศไทยให้ "เจ๊อ้อย" จนทำให้กระเป๋าเงินดิจิทัลของพรรคพวกถูกระงับบัญชี และยังโดนดูดเงินไป กระทั่ง "เจ๊อ้อย" หลงเชื่อ จึงโอนเงินชดใช้ให้ 39 ล้านบาท
ต่อมาตำรวจตรวจสอบพบว่า "นุ" นายนุวัฒน์ คนสนิททนายตั้ม และ "สา" น.ส.สารินี แฟนสาวนายนุ ไปเบิกเงิน 39 ล้านบาท ที่ธนาคารภายในห้างสรรพสินค้า ย่านลาดพร้าว โดยมี "เดือน" น.ส.ปิณฑิรา อายุ 43 ปี พี่สาวภรรยาทนายตั้ม ร่วมอยู่ด้วย รวมทั้งเป็นผู้นำเงินไปเก็บไว้ที่บ้านทนายตั้ม ย่านพุทธมณฑล อีกทั้งยังรู้เรื่องการขนย้ายเงินต่างๆ อีกด้วย
ต่อมาทั้ง 3 คนถูกตำรวจจับกุมดำเนินคดี
คดีที่ 3 "เจ๊อ้อย" ให้เงิน 13 ล้านบาท กับ "ทนายตั้ม" เพื่อวานเป็นธุระซื้อรถเบนซ์ รุ่น G-400 d เอาไว้ใช้งานยามกลับมาประเทศไทย แต่ไปๆมาๆไม่ได้รถเสียที จน "เจ๊อ้อย" ให้ทนายความส่วนตัวไปทวงเอารถคืนมา แต่กลับพบรถใหม่ป้ายแดงไมค์วิ่งไปหลายหมื่น กม. จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ "เจ๊อ้อย" ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดี "ทนายตั้ม" และสุดท้ายตำรวจตรวจสอบพบราคาจริงไม่ถึง 13 ล้านบาท แถมทนายตั้มได้ส่วนแบ่งไป 1.5 ล้านบาทอีก
คดีที่ 4 "เจ๊อ้อย" ว่าจ้าง "ทนายตั้ม" ออกแบบโรงแรมที่โคราช มูลค่ารวม 9 ล้านบาท ทั้งๆที่มูลค่าจริงเพียงแค่ 3.5 ล้านบาทเท่านั้น
รวมมูลค่าความเสียหายที่ "เจ๊อ้อย" จ่ายไปแล้วกว่า 111 ล้านบาท
7 ธ.ค.67 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ประกาศยึดและอายัดทรัพย์สิน "ทนายตั้ม" กับพวก รวม 71 ล้านบาท ทั้งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินในบัญชี คดี "ฉ้อโกงเจ๊อ้อย"
30 ม.ค.68 อัยการสั่งฟ้อง ทนายตั้ม กับพวก โดยแยกเป็น 2 สำนวน เนื่องจากมีการกระทำผิดทั้งใน และนอกราชอาณาจักร
สำนวนที่ 1 (กระทำความผิดในราชอาณาจักร กรณีการออกแบบโรงแรม) สั่งฟ้อง ผู้ต้องหาที่ 1 “ทนายตั้ม” ฐานฉ้อโกง ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน และสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาที่ 2 น.ส.ปิณฑิรา หรือ ดาว พี่ภรรยาทนายตั้ม ฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน
สำนวนที่ 2 สั่งฟ้อง ทนายตั้ม , นางปทิตตา หรือ เดือน ภรรยาทนายตั้ม , นายนุ , น.ส.สา ภรรยานายนุ ที่ร่วมกันหลอกลวงว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลถูกระงับ , น.ส.ปิณฑิรา หรือ ดาว พี่ภรรยาทนายตั้ม รวมถึง พนักงานโชว์รูมรถยนต์ อีก 2 ราย รวมผู้ต้องหา 7 ราย เหตุเกิดระหว่างวันที่ 16 ก.พ. 66 ถึงวันที่ 6 ก.พ. 67 ในหลายท้องที่ ในราชอาณาจักร และนอกราชอาณาจักร เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน และประเทศฝรั่งเศส เกี่ยวพันกัน
ซึ่งอัยการสูงสุด มีคำสั่งฟ้องทั้งหมด พร้อมทั้งขอศาลสั่งให้ “ทนายตั้ม” คืน หรือชดใช้เงินจำนวน 72,597,764.70 บาท แก่ “เจ๊อ้อย” ที่เป็นผู้เสียหาย จากกรณีถูกหลอกให้ลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ และกรณีหลอกลวงเพื่อให้ได้รับค่าส่วนต่าง ในการซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์
และ ขอศาลสั่งให้ ทนายตั้ม , นายนุ และ น.ส.สา ร่วมกันคืน หรือชดใช้เงินอีก จำนวน 39,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จากกรณีร่วมกันหลอกลวงว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลถูกระงับ
รวมแล้วมีการขอศาล สั่งชดใช้เงิน 111 ล้านบาท คืนแก่ “เจ๊อ้อย”
24 ก.พ.69 ศาลแพ่ง พิพากษายกคำร้อง คดีที่ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 สำนักงานอัยการสูงสุด (ปปง.) เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สิน "ทนายตั้ม" และนางปทิตตา ภรรยา ตกเป็นของแผ่นดิน ตามความผิดฐานฟอกเงินในคดีฉ้อโกง "เจ๊อ้อย" หลังจากคณะกรรมการ ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวน 28 รายการไว้ชั่วคราว รวมราคาประเมิน 74,198,527 บาท
เป็นเหตุให้ต้องคืนทรัพย์สินที่อายัดไว้จำนวนกว่า 74 ล้านบาท กลับให้ทนายตั้ม
