อัยการแจงเหตุ นำสืบพยานปากเดียว คดียึดทรัพย์ ”ทนายตั้ม”
24 ก.พ. 2569
อัยการแจงเหตุ นำสืบพยานปากเดียว คดียึดทรัพย์ “ทนายตั้ม” สุดท้ายศาลยกคำร้อง ยืนยันไม่ได้เข้าข้างใคร เตรียมคัดสำนวนเสนอ อธิบดีอัยการคดีพิเศษ พิจารณาอุทธรณ์
ข่าว
24 ก.พ. 2569
อัยการแจงเหตุ นำสืบพยานปากเดียว คดียึดทรัพย์ “ทนายตั้ม” สุดท้ายศาลยกคำร้อง ยืนยันไม่ได้เข้าข้างใคร เตรียมคัดสำนวนเสนอ อธิบดีอัยการคดีพิเศษ พิจารณาอุทธรณ์
24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุเทพ เยี่ยมศิริ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เปิดเผยถึงคดียึดทรัพย์ของทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด ที่ศาลแพ่ง มีคำพิพากษายกคำร้อง ว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดมี 2 ส่วน ส่วนแรก คดีหมายเลขดำที่ ฟ26/2568 อัยการรับสำนวนมาเมื่อเดือน ก.พ.68 และได้ยื่นไต่สวนคำร้องเมื่อวันที่ 10 มี.ค.68 ทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีธนาคาร บ้านพักอาศัย และที่ดิน รวมมูลค่ากว่า 71 ล้านบาท
ส่วนที่สอง คดีหมายเลขดำที่ ฟ145/2568 ปปง.ส่งมาทีหลัง เมื่อวันที่ 30 ก.ค.68 เป็นทรัพย์สินส่วนตัว 23 รายการ เช่น กระเป๋าแบนรด์เนม และโน้ตบุ๊ก ที่ตรวจยึดได้ภายในบ้าน มูลค่ากว่า 2.6 ล้านบาท เพื่อขอให้ริบทรัพย์คืนผู้เสียหาย รวมกว่า 74 ล้านบาท
ในส่วนที่ศาลยกคำร้องยึดทรัพย์ เเละมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สิน เพราะศาลมองว่ามันไม่เป็นความผิดมูลฐาน
นายสุเทพ ชี้แจงว่า ในส่วนที่คำพิพากษาระบุว่า อัยการนำพยานเข้าสืบเเค่ปากเดียว คือ ปปง. เพราะทางอัยการมองว่าพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาล ทุกอย่างมันมัดรวมหมดเเล้ว ในการดำเนินคดีความผิดฐานฟอกเงิน มันต้องมีข้อกล่าวหา ซึ่งทางพนักงานสอบสวนมองว่า เเม้มีผู้เสียหายคนเดียว เเต่มีการกระทำเกิดขึ้นบ่อยมันก็เป็นปกติธุระ ส่วนที่เอา ปปง.คนเดียว ไม่เอาผู้เสียหายหรือพนักงานสอบสวน มาเบิกความ เพราะทุกอย่างมันมีเอกสารรายงานการสอบสวนอยู่เเล้ว เอกสารคำเบิกความที่ยื่นศาล เอกสารมันรับรองคำเบิกความมาเเล้ว
ที่เอา ปปง.ไปเบิกความเป็นขั้นตอนให้ศาลเห็น เเละไล่เส้นทางการเงิน ถือว่าเป็นพยานเบิกความถูกต้องเเล้ว ปปง.เขาไม่ใช่ประจักษ์พยานจักษ์พยานก็ถูก เเต่ไม่ใช่เรื่องที่ ปปง.เอามามโน เเต่เขามาเบิกเกี่ยวกับขั้นตอนหน้าที่
ประเด็นจึงอยู่เพียงเเค่ว่า ศาลมองว่าเป็นฟอกเงินหรือไม่ ต้องอย่าลืมคดีนี้ คดีเเพ่งนำหน้าไปก่อน อัยการเราไม่ได้ยื่นเร็ว กฎหมายบังคับว่าต้องยื่นภายใน 90 วัน หลังจากวันที่ยึดทรัพย์มา และมูลฐานความผิดคดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคนละส่วนกัน
อย่าลืมว่าคดีเเพ่งริบทรัพย์ศาลมีอำนาจไต่สวน อัยการนำพยานเข้ามา เเต่ศาลก็จะถามเพิ่มได้ ส่วนประเด็นที่เอาพยานเเค่ปาก ปปง.เพราะพยานที่จะพิสูจน์เรามีเอกสารที่รับรองคำให้การครบเเล้ว จึงไม่ได้นำตัวมาเบิกเอง เเต่ศาลไปวินิจฉัยในเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของอาญายังไม่ได้ตัดสิน
ในส่วนคดีเเพ่งเเม้จะสั่งคืนทรัพย์ แต่ในคดีอาญาที่อัยการสำนักงานคดีอาญายื่นฟ้องไปก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้อยู่ ในส่วนของคดีเเพ่งก็จะพิจารณาในเรื่องอุทธรณ์ต่อไป ยืนยันไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน เพราะตนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ว่ากันไปตามอำนาจหน้าที่
“ส่วนตัวมองว่า คดีนี้ควรจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูคำพิพากษาฉบับเต็ม ส่วนอำนาจอุทธรณ์ในคดีเเพ่งจะเป็นอำนาจของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ พิจารณาจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่”
