svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

ดร.สุรชาติ กระตุก “อนุทิน” อย่ามองแต่กัมพูชา จนลืมชายแดนใต้

17 ก.พ. 2569

ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กระตุกเตือน “อนุทิน” อย่ามองเฉพาะกระแสชาตินิยม กรณีไทย-กัมพูชา จนลืมนึกถึงปัญหาชายแดนใต้

17 กุมภาพันธ์ 2569 ในห้วงที่ยังรอความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ได้นำเสนอบทความฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้ ว่า

 

ในขณะโผรัฐบาลใหม่ เริ่มปรากฏตัวชัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ก็มีข่าวเกิดคู่ขนานตามมาในวันนี้เช่นกัน และดูจะเป็นข่าวที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่อยากฟังเท่าใดนัก  คนร้ายลอบวางระเบิด 7 จุดพร้อมกันในจังหวัดนราธิวาส  ซึ่งก็โชคดีว่า การวางระเบิดครั้งนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ชวนให้ต้องคิดกันต่อ

การวางระเบิดดังกล่าวชวนให้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ ดังนี้

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ สุรชาติ บำรุงสุข

 

1.หากพิจารณาโดยเงื่อนเวลาทางประเพณีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้ว อาจกล่าวได้ว่า เป็นการก่อเหตุเพื่อรับกับการมาของเทศกาลถือศีลอด ที่จะเริ่มขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 หรืออาจตีความว่า เป็นการส่งสัญญาณการเริ่มต้นก่อเหตุในเทศกาลนี้

 

2.แต่หากพิจารณาจากบริบทการเมืองไทยแล้ว คงต้องถือว่า การก่อเหตุเป็นการ “รับน้อง” รัฐบาลใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในขณะที่ส่วนกลางกำลังตามข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ก็ได้เกิดเหตุระเบิด 7 จุดเป็นข่าวแทรกเข้ามา แต่อาจจะไม่มีใครสนใจ เพราะตอนนี้ ทุกคนมีแต่คำถามเรื่อง ครม. ใหม่

3.เสียงระเบิด 7 จุดนี้ ตอกย้ำอีกครั้งถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปีใหม่ 2569 และตอกย้ำถึงรัฐบาลใหม่ที่กรุงเทพฯ ว่า “อย่าลืมปัญหาใต้” เพราะยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

 

4.สัญญาณความรุนแรงนับจากการเผาปั๊มน้ำมัน ปตท 11 แห่ง และมีเหตุอื่นเกิดตามมา จนเหมือนเป็นการทำลายภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงของรัฐบาลไปอย่างน่าเป็นห่วง และเป็นสัญญาณจาก BRN ว่า พวกเขาจะยังคงดำเนินการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการแยกดินแดนต่อไป และน่าแปลกว่า ฝ่ายขวาไทยกลัวแต่เสียดินแดนด้านกัมพูชา แต่ไม่เห็นมีฝ่ายขวาคนไหน สนใจปัญหาภาคใต้ที่มีนัยเสียดินแดนจริงๆ

 

5.การเจรจาสันติภาพที่รัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล มอบให้แก่ พล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาฯ สมช. นั้น ถูกมองจากผู้ที่เกี่ยวข้องในหลายส่วนว่า เป็นเพียง “รายการตลกคั่นเวลา” เพราะมองไม่เห็นถึงศักยภาพของ พล.อ.สมศักดิ์ ในการรับมอบภารกิจนี้ และบรรดาที่ปรึกษาที่ปรากฏชื่อ ก็เป็นเพียง “คนเก่า-ชื่อเดิม” วนเวียนเสวยสุขไปมากับการแก้ปัญหาภาคใต้

 

6.พล.อ.สมศักดิ์ เปิดตัวอย่างน่ากังวล ด้วยการประกาศการ “ยอมจำนน” ในการยอมรับหลักการเดิมของเอกสารที่ดำเนินการโดยเอ็นจีโอยุโรป และ สมช. ไทย โดยคณะเจรจาฝ่ายไทยที่นำโดย พล.อ.สมศักดิ์ ได้ถือเอกสารนี้เป็นแนวทางหลักในการเจรจาคือ “แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อนำไปสู่การสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือที่เรียกชื่อย่อในวงงานความมั่นคงภาคใต้ว่า “JCPP”

 

ดร.สุรชาติ กระตุก “อนุทิน” อย่ามองแต่กัมพูชา จนลืมชายแดนใต้

 

7.เพื่อลดแรงกดดันที่ JCPP ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จึงได้มีการ “สร้างภาพใหม่” ด้วยการจัดทำ “JCPP ฉบับปรับปรุง” และเรียกอย่างสวยหรูว่า “PDPIF” หรือ “กรอบการเจรจาสันติภาพที่นำไปสู่การปฏิบัติ” แต่ก็มีสาระหลักในแบบเดิม ที่เอื้อให้ประโยชน์แก่ BRN ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้ BRN เรียกร้องหาการเจรจาในกรอบดังกล่าว

 

8.การประกาศเอกสารใหม่เช่นนี้ อาจจะดูเป็นของใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ในความเป็นจริงของแผนนี้ ทำให้ พล.อ.สมศักดิ์ เป็นเพียงพ่อค้าขาย “เหล้าเก่าในขวดใหม่” เพราะเป็น “เหล้า BRN” ที่มีฝรั่งช่วยปรุงรสที่เบอร์ลิน และที่เจนีวา โดยมี สมช. ไทย รับหน้าที่เป็น “คนขนเหล้าเก่าขวดใหม่” ข้ามจากยุโรปมาขายในตลาดความมั่นคงไทย ไม่น่าเชื่อว่า สมช. บางส่วน และทหารบางคน เสพเหล้านี้จน “ติดงอมแงม”

 

9.ถ้าการจัดตั้ง ครม. ใหม่เสร็จลง ก็น่าจะถึงเวลาที่นายกฯ อนุทิน อาจต้อง “หาเวลา” ทำความเข้าใจกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง โดยเฉพาะ รัฐบาลใหม่คงทำตัวเป็น “เอเยนต์ขายเหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่ได้แล้ว เว้นเสียแต่จะยึดถือเอากระแส “ชาตินิยม” กับปัญหากัมพูชา เป็นหลัก จนไม่สนใจเรื่องอื่นๆ 

 

10.รัฐบาลและนายกฯ ต้องไม่ลืมว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนดชัดว่า จะต้องมีการสับเปลี่ยนกำลังพลที่กำลังของ อส. จากกระทรวงมหาดไทย จะเข้าแทนที่กำลังพลทหารในปี 2570 ดังนั้น รัฐบาลคงต้องตอบให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะปีนี้คือ “ปี 2569” แล้ว

 

ดร.สุรชาติ กระตุก “อนุทิน” อย่ามองแต่กัมพูชา จนลืมชายแดนใต้

 

11.ผู้มีอำนาจในกองทัพบก อาจต้อง “แบ่งเวลา” มองโจทย์ภาคใต้บ้าง อย่าไปติดกับดักกับ “โจทย์ชาตินิยม” ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จนลืมสถานการณ์จริงที่ ทบ. ต้องแบกรับในภาคใต้ และต้องไม่คิดว่า ปัญหา 3 จังหวัด เป็น “ปัญหาทัพภาค 4” ไม่ใช่โจทย์ของ ทบ.

 

12.ทบ. ต้องกล้ามองปัญหาภาคใต้ด้วย “ความรู้และความเข้าใจ” เพราะสงครามก่อความไม่สงบ และการก่อการร้ายของ BRN เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงในมิติความมั่นคงไทย ดังนั้น จึงอยากเห็น “นายทหารชั้นผู้ใหญ่” ของไทย กล้าพูดแบบการสร้าง “กระแสชาตินิยม” ที่ชายแดนกัมพูชาว่า “จะทำลายศักยภาพทางทหารของ BRN ให้หมดไป”

 

ท้ายบท

     

บทความนี้ เขียนขึ้นเพื่อฝากข้อความถึง ท่านนายกฯ และรัฐบาลใหม่ว่า อย่าเกาะอยู่แต่กับปัญหากัมพูชา จนละเลย “ปัญหาใต้” เพราะในหลายปีที่ผ่านมา ขบวนการก่อการร้าย BRN ขยายกิจกรรม และขยายแนวร่วมเข้ามาอยู่กับการเมืองของรัฐสภาไทย

    

การเคลื่อนไหวทางการเมืองปรากฏให้เห็นจากการกล่าวเชิดชู “มือสังหาร” ของ BRN กลางรัฐสภาไทย โดยไม่มีเสียงคัดค้านแม้เพียงเสียงเดียว หรือเกิดการสร้าง “วาทกรรม BRN” ทั้งในรัฐสภาและในสังคมไทย จนเป็นเสมือนการอนุญาตให้เกิด “การเคลื่อนไหวอย่างเสรี” ของ BRN ที่กรุงเทพฯ ที่แม้พรรคคอมมิวนิสต์ไทยในยุคสงครามเย็นก็ยังไม่กล้าทำ!