svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

บริษัทไทยไม่นำพา ค้ากำไรไม่สนความมั่นคง เปิดช่อง “กฎอัยการศึก” จัดการ

12 ก.พ. 2569

ไทย-กัมพูชาส่อร้อนซ้ำ แต่บริษัทไทยไม่นำพา ค้ากำไรไม่สนความมั่นคง อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ "รีวิว" เปิดช่อง “กฎอัยการศึก” ยาแรงเอาผิดบริษัท-ผู้บริหารตีมึน

12 กุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ไทยกัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกรอบ เมื่อทหารไทยต้องเสียขาเพิ่มขึ้นอีกจาก “กับระเบิด” ที่วางเอาไว้ ในพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามเคยยึดครอง 
 

สาเหตุที่ปัญหายืดเยื้อ ไม่จบง่าย แม้กัมพูชาจะพ่ายแพ้ทางทหารอย่างราบคาบ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังมี “ท่อน้ำเลี้ยง” จากธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสแกมเมอร์ และการหลอกลวงออนไลน์ หล่อเลี้ยง “ระบอบฮุนเซน” อยู่
 

ที่น่าตกใจก็คือ ข้อมูลจาก กสทช.ที่รายงานในที่ประชุมฝ่ายความมั่นคง ชี้ชัดว่า ยังมีการลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามฝั่งไปยังกัมพูชา โดยบริษัทเอกชนบางราย แต่ทำทีเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น”
 

เรื่องนี้มีการหารือถึงมาตรการทางกฎหมาย ซึ่งมีหลากหลายแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป แต่เบื้องต้นมีการส่งสัญญาณไปยังผู้เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน
 

“พล.อ.กฤษณะ” กางสารพัดกฎหมาย แนะบังคับใช้เข้มข้น
 

พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ เพิ่งเขียนบทความอธิบาย “ข้อกฎหมายสำคัญบางประการ” ในการปราบปรามการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยไปฝั่งกัมพูชา  มีเนื้อหาน่าสนใจ 
 

พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ

 

พล.อ.กฤษณะ ชี้ให้เห็นว่า เพราะแม้จะมีการรบกันดุเดือด กระทั่งสุดท้ายเข้าสู่ห้วงเวลา “หยุดยิง” แต่ก็ยังมีข่าวหลายครั้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.ได้เข้าตรวจสถานที่หรือบริเวณต้องสงสัยว่า มีการลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยตามแนวชายแดน ไปยังฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง
 

ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า ลำพังเพียงกฎหมายที่ กสทช.ถืออยู่ในมือ อาจยังไม่เพียงพอ เหตุนี้ พล.อ.กฤษณะ จึงสรุป “รีวิว” เกี่ยวกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กสทช. ซึ่งสามารถหยิบมาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด กล่าวคือ 
 

บริษัทไทยไม่นำพา ค้ากำไรไม่สนความมั่นคง เปิดช่อง “กฎอัยการศึก” จัดการ

 1.พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เนื่องจากบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ในเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการตรวจค้น รวมถึงมีคำสั่งห้ามมีและใช้เครื่องมือสื่อสาร ตลอดจนอุปกรณ์เชื่อมต่อและส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ ทั้งยังมีอำนาจยึด และทำลาย รวมถึงเปลี่ยนแปลงสถานที่ที่ใช้ซุกซ่อน หรือติดตั้งอุปกรณ์ได้ โดยเป็นอำนาจตามมาตรา 8 ประกอบกับมาตรา 9 (1) มาตรา 11 (5) มาตรา 12 และมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ
 

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารยังมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน ทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับอำเภอหรือจังหวัด โดยเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเหล่านั้น ต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ในการปราบปรามการลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยเป็นอำนาจตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ด้วย
 

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจะต้องใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกอย่างระมัดระวัง เท่าที่จำเป็น และไม่เกินกว่าเหตุ

 

 2. กฎหมายที่ให้อำนาจ กสทช.กำกับดูแลสื่อและโทรคมนาคม ประกอบด้วย

 

 - พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

 

 - พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498

 

 - พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551

 

 - พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544

 

บทลงโทษฝ่าฝืนมีทั้งปรับ จำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งแบ่งเป็นโทษทางปกครอง ปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท สั่งปรับรายวัน สั่งระงับรายการ พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต โทษทางอาญา มีโทษจำคุก ตั้งแต่ไม่เกิน 6 เดือนไปจนถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 

จี้ สมช.สั่ง กสทช.เอาผิด “ผู้รับอนุญาต” ฝ่าฝืน-ไม่นำพา
 

อีกด้านหนึ่ง สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นอกจากมีมติให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ระงับหรือตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งไปยังฝั่งกัมพูชาตามแนวชายแดน เพื่อเป็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งหลอกลวงประชาชนทำให้ได้รับความเสียหายในทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากแล้ว สมควรมีมติให้สำนักงาน กสทช.บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และเข้มข้นต่อผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้วฝ่าฝืนกฎหมายด้วย
 

เพราะการฝ่าฝืนนั้น ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ เรื่องนี้ไม่ควรจบเพียงระงับหรือตัดสัญญาณ โดยผู้กระทำผิดต้องได้รับการพิจารณาโทษครบถ้วนตามกฎหมายหากฝ่าฝืน
 

จึงเป็นประเด็นที่กองทัพบก สมควรรายงานผู้บังคับบัญชาทหารตามลำดับชั้น คือ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้พิจารณานำเสนอต่อที่ประชุม สมช.เพื่อให้มีมติเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงาน กสทช.รับไปดำเนินการต่อไป อันจะส่งผลให้การปราบปรามการฝ่าฝืนกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติมีประสิทธิภาพและได้ผลยิ่งขึ้น
 

นอกจากนั้น ผู้บังคับบัญชาทหารในพื้นที่ที่มีการลักลอบ ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตดังกล่าว ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ ควรมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงาน กสทช.ให้บังคับใช้กฎหมายในการปราบปราม การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและครบถ้วนด้วย 
 

ชี้ชัด แค่ “ตัดสัญญาณ” ยังไม่พอ แนะทหารใช้กฎอัยการศึก
 

สรุป การระงับหรือตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตนั้นไม่เพียงพอ นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายของ กสทช.และสำนักงาน กสทช.แล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในเขตพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ก็สามารถตรวจค้น ห้ามมีและใช้ ยึด และทำลายและเปลี่ยนแปลงสถานที่ได้ หากจำเป็นและต้องไม่เกินกว่าเหตุ
 

รวมทั้งควรมีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช.ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและครบถ้วน รวมทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ  ต้องพิจารณานำเสนอต่อที่ประชุม สมช. เพื่อให้มีมติที่สมบูรณ์และครบถ้วนยิ่งขึ้น แล้วเสนอให้สำนักงาน กสทช.ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
 

เตือน “บิ๊กสื่อสาร” ระวังโดนทหารเรียกเข้าค่าย
 

นอกเหนือจาก พล.อ.กฤษณะ ที่ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว ยังมีข้อมูลการข่าวที่ได้รับการยืนยันจากฝ่ายความมั่นคงว่า ยังมีบริษัทเอกชนไทยเกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนอย่างแน่นอน และยังคงเพิกเฉย แม้จะมีการส่งสัญญาณเตือนให้หยุดการกระทำไปแล้ว 
 

แหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคง บอกว่า ผู้บริหารบริษัทที่มีพฤติการณ์ลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดน  อาจโดนฝ่ายทหารเชิญไปซักถาม ซึ่งเป็นอำนาจตามกฎอัยการศึก และสามารถกักตัวไว้ได้เป็นเวลา 7 วันด้วย