svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

ศาลฎีกาสั่ง เซปิง ชดใช้เงิน 7 หมื่นบาท'เฟซออฟ' โฆษณาเกินจริง

02 ก.พ. 2569

ศาลฎีกาสั่ง สั่งสถานพยาบาล-เซปิง ชดใช้เงิน 7 หมื่นบาท 'เฟซออฟ'โฆษณาเกินจริง หลังผู้เสียหายฟ้องผ่าตัดหน้าเสียโฉม

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ศาลเเพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ศาลเเพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ นางฐานิต ไนการ์ดยื่นฟ้อง ดร.เซปิง ไชยศาส์น ประธานโครงการศัลยกรรมความงามเฟซออฟ เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 4 คน 

 

โจทก์ฟ้องว่า  โครงการเฟซออฟ  บาย  ด็อกเตอร์เซปิง ของจำเลยที่ 1มีจำเลยที่ 2เป็นผู้อำนวยการ  จำเลยที่  3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานพยาบาลใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมล  จำเลยที่ 4 เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญและเป็นลูกจ้างหรือผู้รับจ้างหรือตัวแทนหรือตัวการหรือหุ้นส่วนของจำเลยที่1-3 

 โจทก์ได้ดูคลิปวีดีโอโฆษณาแนะนำโครงการเฟซออฟ ผ่านยูทูป โจทก์มีความสนใจในการดึงหน้าของโครงการดังกล่าว  จึงได้ติดต่อสอบถาม ได้รับแจ้งว่าโครงการเฟซออฟ  บาย  ด็อกเตอร์เซปิง  สามารถทำศัลยกรรมย้อนวัย  ไม่บวม  ไม่เขียว  ไม่เจ็บ  และไร้รอยแผลเป็น  โดยมีเทคนิคที่เหนือกว่าผู้อื่น  โจทก์หลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวจึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดดึงหน้า

 

  โจทก์เดินทางไปที่โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งกมลและเข้ารับการผ่าตัดกับจำเลยที่ 4 หลังผ่าตัด ใบหน้าของโจทก์เสียหาย  เกิดแผลเป็น  และบริเวณขมับทั้งสองข้างมีลักษณะเป็นปุ่มนูนขึ้นมา  โจทก์ต้องสูญเสียเงิน เสียโฉมหน้า  เสียสภาพจิต  และเสียหายในการดำเนินชีวิต  ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายค่าศัลยกรรม 268,500

 ค่าทนทุกข์ทรมานทางจิตใจ 1 ล้านบาท  ค่าผ่าตัดแก้ไขและรักษาอย่างต่อเนื่องในอนาคต  1 ล้านบาท  รวมเป็นเงิน 3 ล้านบาทเศษ  พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี

 

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ รับฟังได้ว่าการผ่าตัดศัลยกรรมไม่เป็นไปตามคำรับรองและโฆษณาจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 70,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง และปรับเปลี่ยนแก้ไขตามกฎหมายใหม่ 

 

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 3 สถานพยาบาลต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ นั้น เห็นว่าแม้จำเลยที่ 1 จะโฆษณาเกินจริง แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดของโจทก์คงเหลือเป็นรอยบุ๋มบริเวณขมับทั้งสองข้าง กรณียังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกระทำที่ถูกฟ้องในคดีนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทำโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย ไม่นำพาต่อความเสียหายที่เกิดแก่ผู้บริโภค หรือกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจประชาชน จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และ 3 จ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 42 

 

นางฐานิต ไนการ์ด กล่าวภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า โจทก์น้อมรับคำตัดสินของศาลฎีกา ระยะเวลาเกือบ 7 ปีที่โจทก์ต่อสู้คดี บัดนี้ศาลฎีกาได้มีพิพากษาแล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระ 70,000 บาท โจทก์ในฐานะผู้บริโภคหวังว่าเคสตนนั้นจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเกรงกลัวกฎหมายมากขึ้น แม้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษนั้นศาลฎีกาไม่ได้กำหนดให้ เพราะศาลมองว่าความเสียหายแผลโจทก์เล็กน้อย แต่ศาลก็พิพากษาแล้วว่าเป็นการโฆษณาเกินจริง