กฎหมาย ขัด รัฐธรรมนูญ ก.ต.ไม่มีอำนาจไล่ เลขาฯศาลยุติธรรมออก
16 ม.ค. 2569
ศาล รธน.วินิจฉัยชัดกฎหมาย ขัด รัฐธรรมนูญ ก.ต.ไม่มีอำนาจ ไล่ เลขาฯศาลยุติธรรมออก “สราวุธ” ยื่นเพิกถอนคำสั่งเเล้ว เเต่ ก.ต.ดื้อเเพ่งอ้างไม่มีผลย้อนหลัง ยื่นศาลสู้ต่อ
ข่าว
16 ม.ค. 2569
ศาล รธน.วินิจฉัยชัดกฎหมาย ขัด รัฐธรรมนูญ ก.ต.ไม่มีอำนาจ ไล่ เลขาฯศาลยุติธรรมออก “สราวุธ” ยื่นเพิกถอนคำสั่งเเล้ว เเต่ ก.ต.ดื้อเเพ่งอ้างไม่มีผลย้อนหลัง ยื่นศาลสู้ต่อ
กลายเป็นประเด็นที่ถูกออกมาโจมตีกรณีที่ นายสราวุธ เบญจกุล อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยมีการโจมตีว่า ก่อนหน้านี้ นายสราวุธ เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนในโครงการปรับปรุงอาคารศาลจังหวัดพระโขนง วงเงิน 42.3 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงศาลตลิ่งชันและศาลมีนบุรี รวมเป็น 134 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติ 8 ต่อ 7 เสียง ให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ
เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายสราวุธ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยในประเด็นดังกล่าวว่า การที่ ก.ต. มีมติลงโทษไล่ตนเองออกจากราชการ ตนได้โต้แย้งคัดค้านกระบวนการดำเนินการตลอดมา ตั้งแต่มีการออกคำสั่งและใช้สิทธิทางศาลปกครอง แต่ศาลปกครองไม่รับพิจารณาโดยให้เหตุผลว่า ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครองเนื่องจากเป็นเรื่องของ ก.ต. ตามมาตรา 9 วรรคสอง (2) ต่อมาจึงไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านทางผู้ตรวจการเเผ่นดิน ให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1)
โดยคำร้องระบุว่า ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 -30ก.ย.2563
ต่อมาวันที่ 19 ส.ค. 2564 ขณะตนดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานศาลยุติธรรม มีการกล่าวหาว่าตนกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยอาศัยอำนาจตาม พรบ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 22 (1) ที่บัญญัติว่า “… ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.)มีอำนาจดำเนินการทางวินัยแก่ผู้นั้นได้เช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ …” มาดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ร้องเรียน
ที่กำหนดให้ ก.ต.มีอำนาจดำเนินการทางวินัยแก่ผู้นั้นได้ เช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการ ส่งผลให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
จะต้องถูกดำเนินการตามกฏหมาย โดย ก.ต.มีสิทธิ เพียงขอให้ ก.ต.เป็นผู้ทบทวนคำสั่งเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยเท่านั้น คำวินิจฉัยของ ก.ต.ให้เป็นที่สุด ไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ถือเป็นการขยายอำนาจของ ก.ต.ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายให้ ก.ต.มีหน้าที่บริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาศาลยุติธรรมเท่านั้น เป็นการ ขัดต่อหลักนิติธรรม เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุมีผลใช้บังคับกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ระบุเหตุผลความจำเป็นในการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนดังกล่าว ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล รวมทั้งเป็นการแทรกแซงหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาลที่มีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล จึงมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 193 และมาตรา 196
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมาว่า
การบริหารงานบุคคลของศาลยุติธรรมในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรมมี พรบ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 และมาตรา 6 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่อำนาจเกี่ยวกับงานธุรการ งานส่งเสริมงานตุลาการ และงานวิชาการ สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม รวมทั้งเสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ให้มีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นข้าราชการศาลยุติธรรมขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไป ในกรณีที่เป็นการแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งโอนมาจากข้าราชการตุลาการจะต้องเสนอ ก.ต. เพื่อให้ความเห็นชอบก่อน
เเละเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ให้ข้าราชการตุลาการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการ มีสถานะเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ไม่มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทดังเช่นผู้พิพากษาอีกต่อไป
ด้านการดำเนินการทางวินัย ให้มีคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม (ก.ศ.) มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นสอบสวน ลงโทษทางวินัย การร้องทุกข์ และการอุทธรณ์การลงโทษสำหรับข้าราชการศาลยุติธรรม
ในส่วนการอุทธรณ์ของข้าราชการศาลยุติธรรมเมื่อถูกลงโทษทางวินัย มีระเบียบคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ กำหนดให้ข้าราชการศาลยุติธรรมที่ถูกสั่งลงโทษทางวินัยหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ศ. และให้ ก.ศ. แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมกับแจ้งสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้อุทธรณ์ทราบอันเป็นการคุ้มครองสิทธิของข้าราชการศาลยุติธรรมให้ได้รับการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองโดยองค์กรตุลาการ
กรณีมีความแตกต่างจากระบบการบริหารงานบุคคลข้าราชการตุลาการตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 196 บัญญัติให้การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาศาลยุติธธรรมต้องมีความเป็นอิสระและดำเนินการโดย ก.ต. เนื่องจากข้าราชการตุลาการมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีหากถูกลงโทษทางวินัย มาตรา 83 บัญญัติให้ผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสิทธิ์ที่จะขอให้ ก.ต.ทบทวนคำสั่งลงโทษได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต. กำหนด คำวินิจฉัยของ ก.ต. ให้เป็นที่สุด และผู้ถูกลงโทษไม่มีสิทธินำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครอง
การที่ พรบ.ระเบียบบริหารราชการการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 22 (1) บัญญัติให้ ก.ต. มีอำนาจดำเนินการทางวินัยแก่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้เช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
แม้จะเป็นตำแหน่งที่โอนมาจากข้าราชการตุลาการหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ
แต่เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ข้าราชการตุลาการผู้นั้นย่อมพ้นจากตำแหน่งข้าราชการตุลาการและทำหน้าที่ฝ่ายธุรการเพียงตำแหน่งเดียว
หากถูกดำเนินการทางวินัยจะมีเพียงสิทธิขอทบทวนต่อ ก.ต. โดยไม่มีสิทธินำคดีฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้มีการตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ
ซึ่งแตกต่างจากรองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรรมที่ได้รับแต่งตั้งจากข้าราชการตุลาการแล้วโอนไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นเดียวกับเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม รวมทั้งข้าราชการศาลยุติธรรม ก็หาได้กำหนดให้ก.ต. มีอำนาจดำเนินการทางวินัยด้วย
บทบัญญัติดังกล่าวจึงขัดต่อหลักนิติธรรม เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทำให้เกิดความไม่เสมอกันในกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อข้าราชการศาลยุติธรรมด้วยกันในสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกันให้แตกต่างกัน โดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล เป็นบทบัญญัติที่ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมาย และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
ที่บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการที่มีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล แยกออกต่างหากจากระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการ และเป็นการขยายอำนาจของ ก.ต. เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธธรรมนูญ มาตรา 26 มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาตรา 193 และมาตรา 196
จึงวินิจฉัยว่า พรบ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 22 (1) เฉพาะส่วนที่บัญญัติให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมมีอำนาจดำเนินการทางวินัยแก่ผู้นั้นได้เช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก.ต.ไม่มีอำนาจกระทำได้ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย
นายสราวุธ กล่าวต่อว่าเมื่อได้คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงได้ยื่นเรื่องไปยัง ก.ต.เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งไล่ออก ซึ่งทางสำนักงานศาลยุติธรรรม มีหนังสือแจ้งว่าคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม มีมติว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. 2567 โดยไม่มีผลย้อนหลัง เมื่อกระบวนการดำเนินการทางวินัยและลงโทษตนเองที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วและชอบด้วยกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเพิกถอน
การที่ ก.ต.ยังมีมติเช่นนี้ ตนมองว่า จะมีผลให้ พรบ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543
มาตรา 22(1) เฉพาะส่วนที่บัญญัติให้ ก.ต. มีอำนาจดำเนินการทางวินัยแก่ผู้นั้นได้เช่นเดียวกับข้าราชการตุลาการมีผลบังคับใช้เป็นบางช่วงเวลา เป็นการพิจารณาที่ทำให้บทบัญญัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธธรรมนูญ เพื่อการ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลจากบทบัญญัติของภฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กลายเป็นกฎหมาย ที่ก่อให้เกิดความสับสนต่อการบังคับใช้
คือกลายเป็นว่า ก่อนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย บทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับได้ ทำให้บุคคลที่อยู่ในบังคับของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้รับการคุ้มครอง
แต่เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยแล้ว บทบัญญัตินั้นจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญใช้บังคับมิได้ บุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนั้นจึงได้รับความคุ้มครอง ทั้งที่เป็นบทบัญญัติเนื้อหาสาระเดียวกัน
ซึ่งน่าจะไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่ควรพิจารณาในประการที่บุคคลได้รับความคุ้มครองมากกว่าการไม่ได้รับการคุ้มครอง เเละขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติ ที่มีเจตนารมณ์คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลไม่ให้ถูกละเมิดจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ตราขึ้น ที่ขัดต่อหลักนิติธรรม เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสร็ภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุและเลือกปฏิบัติ
ซึ่งตามมาตรา 5 บัญญัติว่าใช้บังคับมิได้ก็ย่อมต้องไช้บังคับมิได้ไม่ว่าเวลาใด
เเละยังไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตรา 211 วรรคสี่ที่บัญญัติว่า คำวินิจฉัยของให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ
ตนเห็นว่า แม้มิได้มีบทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดกำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่า มีผลย้อนหลังหรือไม่ ก็อาจเทียบเคียงกับบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องได้คือ มาตรา 212และมาตรา 5 ที่บัญญัติว่า ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดี ใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยวรรคสามยังระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระพบต่อ คำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว เว้นแต่ในคดีอาญาให้ถือว่าผู้ซึ่งเคยถูกศาลพิพากษาว่ากระทำความผิด ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยมาตรา 5นั้น เป็นผู้ไม่เคยกระทำความผิดดังกล่าว หรือถ้าผู้นั้นยังรับโทษอยู่ก็ให้ปล่อยตัวไป แต่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกร้องค่าชดเชยหรือค่าเสียหาย
“แสดงให้เห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของว่าบทบัญญัติของกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มีผลย้อนหลังไปถึงคดีที่เกิดขึ้นในศาลก่อนวันอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เเละชี้ให้เห็นชัดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าบทบัญญัติขัดหรือแย้งต่อรัฐธธรรมนูญ ย่อมมีผลย้อนหลัง”
หลังจากนี้เมื่อทราบว่าทาง ก.ต.ไม่เพิกถอนคำสั่งให้ตนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง อีกครั้งเพื่อความชัดเจน
”ที่ผ่านมาเเม้คำวินิจฉัยเปิดเผยมานานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ ส่วนผมเคารพในกระบวนการ และเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม จึงไม่ได้ออกมาให้ข่าว แต่วันนี้การเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ครบถ้วนจึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงเพราะผมเป็นผู้ได้รับความเสียหายตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา คดีนาย รังสิมันต์ โรม เคยปฏิเสธไม่ยอมพิมพ์มือทำประวัติอาชญกรรมก่อนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นสิทธิ์ผู้ต้องหา ไม่ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานยังมีผลย้อนหลัง การตีความว่าคำวินิจฉัยมีผลในวันอ่าน ไม่มีผลย้อนหลัง คำสั่งลงโทษกฎหมายยังมีผลใช้บังคับ เป็นการตีความที่แปลกประหลาดเพราะกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญไม่ว่าเวลาใดมันก็ขัด “ อดีตเลขาฯศาลยุติธรรมระบุ
