ศาลพิพากษายืน ยกฟ้องกรรมการสภา ม.รามคำแหง ถอดถอนอดีตอธิการบดี
14 ม.ค. 2569
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ พิพากษายืนยกฟ้อง คดี “สืบพงษ์ ปราบใหญ่” ฟ้องกรรมการสภามหาวิทยาลัย ถอดถอนอดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ชี้ไม่ผิดเป็นตามอำนาจที่มี
ข่าว
14 ม.ค. 2569
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ พิพากษายืนยกฟ้อง คดี “สืบพงษ์ ปราบใหญ่” ฟ้องกรรมการสภามหาวิทยาลัย ถอดถอนอดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ชี้ไม่ผิดเป็นตามอำนาจที่มี
14 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อท 1239/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 20246/2568 ที่นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ยื่นฟ้องกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง 16 คนเป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
คดีนี้ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ โจทก์ฟ้องว่า ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 15/2564 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 จำเลยทั้ง 16 ได้ลงมติถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรณีที่โจทก์ในฐานะอธิการบดีมิได้เรียกประชุมสภามหาวิทยาลัย ตามที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงแปดคนร้องขอ และกรณีที่โจทก์มอบหมายให้เลขานุการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีหนังสือขอเลื่อนการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงครั้งที่ 18/2564 ซึ่งประธานในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงครั้งที่ 13/2564 ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 มาตรา 18(7) บัญญัติให้สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีอำนาจหน้าที่พิจารณาถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติ ให้สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใดก่อน หรือต้องดำเนินการไม่ต่ำกว่ามาตรฐานของการไล่ออกจากราชการ หรือต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอื่นๆเสียก่อน ที่จะพิจารณาถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงย่อมทำให้จำเลยทั้งสิบหกในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัย เข้าใจและเชื่อว่ามีอำนาจและหน้าที่ถอดถอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
ประกอบกับจำเลยทั้งสิบหกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ลงมติเห็นควรถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งอธิการบดี อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสิบหกไม่ได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามที่โจทก์อุทธรณ์
อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสิบหก ยังไม่พอรับฟังว่ากระทำโดยมีมูลเหตุจูงใจพิเศษ การกระทำของจำเลยทั้งสิบหกจึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน
