TMAC ออกแถลงการณ์เดือด ชี้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ทำทหารไทยสูญเสียรายที่ 11 ชี้ภัยเงียบละเมิดออตตาวา ทำสั่นคลอนสันติภาพโลก
พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หรือ TMAC กล่าวว่า วานนี้ กองพลทหารม้าที่ 1 กองพันทหารช่างที่ 8 จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จัดกำลังพลเข้าปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในพื้นที่เนิน 400 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ในขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นทุ่นระเบิดได้เกิดเหตุ จ่าสิบตรี สุจินต์ จิตกรียาน ตำแหน่งพลขับรถ กองพลทหารม้าที่ 1 กองพันทหารช่างที่ 8 เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด และเป็นแผลที่ตาซ้ายเป็นการเกิดความสูญเสียขาของกำลังพลทหารไทย เป็นรายที่ 11 นับตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้ง
ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เกิดขึ้น แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีหลักฐานมากมายในการพิสูจน์ว่าประเทศกัมพูชา มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไว้ในครอบครอง และนำมาใช้ปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง
หากทุ่นระเบิดดังกล่าวยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่หลังการสู้รบ ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อหลักฐาน เชิงประจักษ์ โดยปราศจากการตักเตือนจากประชาคมโลกซึ่งต่างเป็นภาคีสมาชิกฯ ต่อความผิดในการละเมิดอนุสัญญาฯ ที่กัมพูชาได้กระทำลงไป
ศทช. ได้ออกแถลงการณ์ความสูญเสียในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย จากการละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ของฝ่ายกัมพูชาซึ่งมีเจตนาที่จะเพิกเฉยต่อพันธกรณี ในการทำลายทุ่นระเบิดคงคลัง ตลอดจนการห้ามผลิตและการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล แต่กลับไม่มีบทลงโทษใดๆ เกิดขึ้นกับฝ่ายที่กระทำความผิด
แสดงให้เห็นถึง การไม่มีการมาตรการควบคุมกำกับดูแล อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม อันส่งผลกระทบที่สั่นคลอนต่อกระบวนการสร้างสันติภาพภายในสังคมโลก จนเกิดคำถาม ว่าอนุสัญญาออตตาวา ควรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐภาคี ที่จะดำรงรักษาความศักดิ์สิทธิ์ไว้หรือไม่
แถลงการณ์ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติฉบับนี้ เป็นการยืนยัน ถึงเจตนารมณ์ที่จะสื่อถึงประชาคมโลก ในเรื่องของการเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาเคารพต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเคร่งครัดและรับผิดชอบในจิตสำนึกด้านมนุษยธรรมที่พึงมีแก่มนุษยชาติว่าด้วยการยุติใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นภัยเงียบที่ไม่แยกแยะระหว่างทหารหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งเรียกร้องให้ รัฐภาคี ควรร่วมมือในการกำหนดมาตรการควบคุมและบังคับใช้การปฏิบัติตามพันธกิจของอนุสัญญา ฯ เพื่อการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน ซึ่งก่อให้เกิดสันติภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและสังคมโลกได้อย่างแท้จริง
ทัพภาค 2 แจง ไร้ปะทะหนัก แต่เขมรเคลื่อนไหว ขนกำลัง–ปล่อยโดรนถี่ยิบตามแนวชายแดน ส่วนที่ศรีสะเกษ กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดเจ็บ 1 นาย ทหารไทยคุมสถานการณ์ได้
เวลา 09.00 น. กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดวานนี้ (29 ธ.ค. 68 ) พบว่า ภาพรวมยังไม่มีการปะทะด้วยอาวุธหนัก แต่ยังคงตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งกำลังบำรุงและการใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์
ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี
พื้นที่ช่องบก ตรวจพบรถบรรทุกของฝ่ายตรงข้ามราว 30 คัน เคลื่อนย้ายจากบ้านจาร์ไปยังบ้านโกนปรัมเบย คาดว่าเป็นการส่งกำลังบำรุงและอุปกรณ์เข้าสู่พื้นที่แนวหน้า ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ
ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ
หลายพื้นที่แนวชายแดน อาทิ ช่องซำแต โดนตวล ภูผี สัตตะโสม พนมประสิทธิโส และช่องตาเฒ่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังบำรุงของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้รถบรรทุกประมาณ 30 คัน จากบ้านจาร์ไปยังบ้านโกนปรัมเบย
นอกจากนี้ ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเคลียร์พื้นที่บริเวณสัตตะโสม ชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 1 นาย
พื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบรถบรรทุกเคลื่อนย้ายจากบ้านโกมุยไปยังปากช่องคานม้า
ขณะที่พื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ตรวจพบโดรนราว 10 ลำ บินจากบริเวณหลังเนิน 281 มุ่งหน้าภูมะเขือ ที่ความสูงประมาณ 1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์แนววางกำลังของฝ่ายไทย ส่วนพื้นที่ช่องสะงำ ยังคงเงียบสงบ
ชายแดนจังหวัดสุรินทร์
พื้นที่ช่องจอม ช่องเปรอ และช่องระยี ไม่พบความเคลื่อนไหวที่สำคัญ
พื้นที่ปราสาทคนา ตรวจพบทหารกัมพูชาออกลาดตระเวน คาดว่าเป็นการเฝ้าติดตามการปฏิบัติของฝ่ายไทย
ขณะที่พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ตรวจพบโดรนจำนวนมากถึงประมาณ 31 ลำ บินเข้ามาในพื้นที่การรบและหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าเป็นการตรวจสอบแนวการวางกำลังของฝ่ายไทย
ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์
พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบโดรนราว 50 ลำ บินจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศเหนือ ที่ความสูงประมาณ 900–1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์ทางทหารเช่นกัน
โดยตลอดทั้งวันไม่พบการปะทะด้วยอาวุธหนักหรือการยิงตอบโต้โดยตรง สถานการณ์อยู่ในลักษณะหลังการหยุดยิง กิจกรรมการรบลดลง แต่ยังคงมีการเตรียมกำลัง การเคลื่อนย้ายกำลังบำรุง และการปฏิบัติด้านข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายกัมพูชาลดการใช้อาวุธยิงระยะไกล และหันมาใช้อากาศยานไร้คนขับจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังในที่ตั้ง ควบคุมพื้นที่ และรักษาเสถียรภาพของแนวป้องกันได้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ศรีสะเกษสะท้อนว่า ภัยคุกคามเชิงไม่สมมาตรยังคงอยู่ในระดับสูง จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย และการคุ้มครองกำลังพลอย่างต่อเนื่อง