เนชั่นทีวี

ข่าว

ยกเลิก "เคอร์ฟิวสระแก้ว" มีผลทันที "ทัพภาค 2" แจง "ไร้ปะทะหนัก" แต่กัมพูชายังเคลื่อนไหว

30 ธ.ค. 2568 | natthanan_chu

ยกเลิก "เคอร์ฟิวสระแก้ว" มีผลทันที "ทัพภาค 2" แจง "ไร้ปะทะหนัก" แต่กัมพูชายังเคลื่อนไหว

ยกเลิก "เคอร์ฟิวสระแก้ว" มีผลทันที "ทัพภาค 2" แจง "ไร้ปะทะหนัก" แต่กัมพูชายังเคลื่อนไหวแนวชายแดนอยู่ ด้าน TMAC ชี้ทุ่นระเบิดภัยเงียบ ละเมิดออตตาวา

ตามที่ กองกำลังบูรพา ได้ออกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 19.00 น. - 05.00 น. ในพื้นที่อำเภอ ตามแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นั้น

 

เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่ที่ปรากฏภัยคุกคาม ต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน จากภายนอกราชอาณาจักรอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้แล้ว

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งเสริมเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ของจังหวัด

จึงให้ยกเลิกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

 

ยกเลิก "เคอร์ฟิวสระแก้ว" มีผลทันที "ทัพภาค 2" แจง "ไร้ปะทะหนัก" แต่กัมพูชายังเคลื่อนไหว

 

 

TMAC ออกแถลงการณ์เดือด ชี้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา ทำทหารไทยสูญเสียรายที่ 11 ชี้ภัยเงียบละเมิดออตตาวา ทำสั่นคลอนสันติภาพโลก

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.)  หรือ TMAC กล่าวว่า วานนี้ กองพลทหารม้าที่ 1 กองพันทหารช่างที่ 8 จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้จัดกำลังพลเข้าปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในพื้นที่เนิน 400 ตำบลเสาธงชัย  อำเภอกันทรลักษ์  จังหวัดศรีสะเกษ   

 

ยกเลิก "เคอร์ฟิวสระแก้ว" มีผลทันที "ทัพภาค 2" แจง "ไร้ปะทะหนัก" แต่กัมพูชายังเคลื่อนไหว

 

 

ในขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นทุ่นระเบิดได้เกิดเหตุ จ่าสิบตรี สุจินต์  จิตกรียาน ตำแหน่งพลขับรถ กองพลทหารม้าที่ 1 กองพันทหารช่างที่ 8 เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด และเป็นแผลที่ตาซ้ายเป็นการเกิดความสูญเสียขาของกำลังพลทหารไทย เป็นรายที่ 11 นับตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้ง                                        

ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เกิดขึ้น แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีหลักฐานมากมายในการพิสูจน์ว่าประเทศกัมพูชา มีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไว้ในครอบครอง และนำมาใช้ปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง               

หากทุ่นระเบิดดังกล่าวยังคงตกค้างอยู่ในพื้นที่หลังการสู้รบ ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อหลักฐาน เชิงประจักษ์ โดยปราศจากการตักเตือนจากประชาคมโลกซึ่งต่างเป็นภาคีสมาชิกฯ ต่อความผิดในการละเมิดอนุสัญญาฯ ที่กัมพูชาได้กระทำลงไป  
      
ศทช. ได้ออกแถลงการณ์ความสูญเสียในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย จากการละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ของฝ่ายกัมพูชาซึ่งมีเจตนาที่จะเพิกเฉยต่อพันธกรณี ในการทำลายทุ่นระเบิดคงคลัง ตลอดจนการห้ามผลิตและการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล แต่กลับไม่มีบทลงโทษใดๆ เกิดขึ้นกับฝ่ายที่กระทำความผิด

แสดงให้เห็นถึง การไม่มีการมาตรการควบคุมกำกับดูแล อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม อันส่งผลกระทบที่สั่นคลอนต่อกระบวนการสร้างสันติภาพภายในสังคมโลก จนเกิดคำถาม ว่าอนุสัญญาออตตาวา ควรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐภาคี ที่จะดำรงรักษาความศักดิ์สิทธิ์ไว้หรือไม่  
         
แถลงการณ์ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติฉบับนี้ เป็นการยืนยัน ถึงเจตนารมณ์ที่จะสื่อถึงประชาคมโลก ในเรื่องของการเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาเคารพต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเคร่งครัดและรับผิดชอบในจิตสำนึกด้านมนุษยธรรมที่พึงมีแก่มนุษยชาติว่าด้วยการยุติใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเป็นภัยเงียบที่ไม่แยกแยะระหว่างทหารหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์  รวมทั้งเรียกร้องให้ รัฐภาคี ควรร่วมมือในการกำหนดมาตรการควบคุมและบังคับใช้การปฏิบัติตามพันธกิจของอนุสัญญา ฯ เพื่อการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกัน ซึ่งก่อให้เกิดสันติภาพ ทั้งในระดับภูมิภาคและสังคมโลกได้อย่างแท้จริง 

 

 


ทัพภาค 2 แจง ไร้ปะทะหนัก แต่เขมรเคลื่อนไหว ขนกำลัง–ปล่อยโดรนถี่ยิบตามแนวชายแดน ส่วนที่ศรีสะเกษ กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดเจ็บ 1 นาย ทหารไทยคุมสถานการณ์ได้


เวลา 09.00 น. กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดวานนี้ (29 ธ.ค. 68 ) พบว่า ภาพรวมยังไม่มีการปะทะด้วยอาวุธหนัก แต่ยังคงตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งกำลังบำรุงและการใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อการตรวจการณ์

 

ยกเลิก "เคอร์ฟิวสระแก้ว" มีผลทันที "ทัพภาค 2" แจง "ไร้ปะทะหนัก" แต่กัมพูชายังเคลื่อนไหว

 

 

ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี
พื้นที่ช่องบก ตรวจพบรถบรรทุกของฝ่ายตรงข้ามราว 30 คัน เคลื่อนย้ายจากบ้านจาร์ไปยังบ้านโกนปรัมเบย คาดว่าเป็นการส่งกำลังบำรุงและอุปกรณ์เข้าสู่พื้นที่แนวหน้า ขณะที่พื้นที่ช่องอานม้าไม่พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ

 

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ
หลายพื้นที่แนวชายแดน อาทิ ช่องซำแต โดนตวล ภูผี สัตตะโสม พนมประสิทธิโส และช่องตาเฒ่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังบำรุงของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้รถบรรทุกประมาณ 30 คัน จากบ้านจาร์ไปยังบ้านโกนปรัมเบย

 

นอกจากนี้ ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเคลียร์พื้นที่บริเวณสัตตะโสม ชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 1 นาย

 

พื้นที่ปราสาทพระวิหาร–ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย ตรวจพบรถบรรทุกเคลื่อนย้ายจากบ้านโกมุยไปยังปากช่องคานม้า

ขณะที่พื้นที่ภูมะเขือ–ช่องโดนเอาว์–พลาญยาว–พลาญหินแปดก้อน ตรวจพบโดรนราว 10 ลำ บินจากบริเวณหลังเนิน 281 มุ่งหน้าภูมะเขือ ที่ความสูงประมาณ 1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์แนววางกำลังของฝ่ายไทย ส่วนพื้นที่ช่องสะงำ ยังคงเงียบสงบ

 

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์
พื้นที่ช่องจอม ช่องเปรอ และช่องระยี ไม่พบความเคลื่อนไหวที่สำคัญ

พื้นที่ปราสาทคนา ตรวจพบทหารกัมพูชาออกลาดตระเวน คาดว่าเป็นการเฝ้าติดตามการปฏิบัติของฝ่ายไทย

ขณะที่พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ตรวจพบโดรนจำนวนมากถึงประมาณ 31 ลำ บินเข้ามาในพื้นที่การรบและหมู่บ้านใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าเป็นการตรวจสอบแนวการวางกำลังของฝ่ายไทย

 

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์
พื้นที่ช่องสายตะกู ตรวจพบโดรนราว 50 ลำ บินจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศเหนือ ที่ความสูงประมาณ 900–1,000 เมตร คาดว่าเป็นการตรวจการณ์ทางทหารเช่นกัน

โดยตลอดทั้งวันไม่พบการปะทะด้วยอาวุธหนักหรือการยิงตอบโต้โดยตรง สถานการณ์อยู่ในลักษณะหลังการหยุดยิง กิจกรรมการรบลดลง แต่ยังคงมีการเตรียมกำลัง การเคลื่อนย้ายกำลังบำรุง และการปฏิบัติด้านข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายกัมพูชาลดการใช้อาวุธยิงระยะไกล และหันมาใช้อากาศยานไร้คนขับจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังในที่ตั้ง ควบคุมพื้นที่ และรักษาเสถียรภาพของแนวป้องกันได้

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ศรีสะเกษสะท้อนว่า ภัยคุกคามเชิงไม่สมมาตรยังคงอยู่ในระดับสูง จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การทำพื้นที่ให้ปลอดภัย และการคุ้มครองกำลังพลอย่างต่อเนื่อง
 

ข่าวล่าสุด