เนชั่นทีวี

ข่าว

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเอง

28 พ.ย. 2568 | suwat_pan

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเอง

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหา ลักลอบขนเกล็ดลิ่นตามหมายจับ เอง “วัชรินทร์” อธ.อัยการสอบสวนลั่นพร้อม ผลักดัน จนท.สืบสวนอัยการ ล่า ผตห.คดีนอกราชฯ

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเอง

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่สำนักงานอัยการสอบสวน ถนนบรมราชชนนี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ได้เเถลงข่าวการจับกุม นายอภิศักดิ์ หรือ สมควร บุญโต ผู้ต้องหาคดีลักลอบขนเกล็ดลิ่นเข้ามาในราชอาณาจักรไทย

 

 

นาย วัชรินทร์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนกล่าวว่า  คดีนี้เริ่มมาจากเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2559 ช่วงเวลากลางคืนเจ้าหน้าที่ตํารวจ กองบังคับการปราบปรามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ปทส.ได้รับข้อมูลว่าจะมีการขนเกล็ดลิ่น(ตัวนิ่ม)กว่า 500 กิโลกรัม เข้ามายังประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปยังประเทศลาว มาทางเครื่องบิน จากประเทศตุรกีมายังประเทศไทย โดยสายการบิน เตอร์กิชแอร์ไลน์ เครื่องจะถึงสุวรรณภูมิ วันที่ 4 ธ.ค.2559  ก็เลยเดินทางไปตรวจสอบดําเนินคดี ซึ่งเดิมพนักงานสอบสวนของ ปทส.เป็นผู้สอบสวน เเต่พบว่ามีการสอบสวนล่าช้า 

 

ทางผู้กล่าวหาซึ่งมีทั้ง หัวหน้าด่านของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมศุลกากร ก็มาร้องทางอธิบดีอัยการสํานักงานการสอบสวนในขณะนั้นว่า คดีมีการใช้เวลาสอบสวนเกือบ 2 ปี ซึ่งล่าช้า 

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเอง

เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความผิดนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเป็นอาญามาตรา 20 ถือว่าเป็นอํานาจของอัยการสูงสุดแต่ผู้เดียวที่จะมอบหมายให้ตํารวจ ปทส. สอบสวนฝ่ายเดียวก็ได้ หรือมอบให้ตํารวจปทส.สอบสวน โดยมีอัยการสํานักงานการสอบสวนร่วมสอบสวน หรือจะมอบหมายให้อัยการสํานักงานการสอบสวน ทำการสอบสวน ฝ่ายเดียวก็ได้

 

เเต่เรื่องนี้เดิมทีมอบให้อัยการร่วมสอบสวนกับตํารวจ ปทส.แต่ผู้กล่าวหาเห็นว่าคดีล่าช้า นานมากแล้ว 

 

จึงร้องมาทางอธิบดีอัยการสํานักงานการสอบสวน และหนังสือกราบเรียนอัยการสูงสุดไปว่าผู้กล่าวหามาร้องเรียนว่ามีการสอบสวนล่าช้า อัยการสูงสุดขณะนั้นจึงมีคําสั่งให้เรียกสํานวนการสอบสวนดังกล่าวกลับคืนมาและมอบหมายให้อัยการสํานักงานการสอบสวนเป็นผู้สอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเอง

เมื่อทางอัยการสํานักงานการสอบสวนได้มาพิจารณาพบว่าเรื่องนี้เเบ่งเป็น 3 สํานวน 

 

สํานวนเเรกเป็นสํานวนที่เกี่ยวกับข้าราชการกระทําความผิดก็ได้ส่งดําเนินคดีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.เรียบร้อย 

 

สํานวนที่ 2 เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องก็คือบริษัทชิปปิ้งที่ทําผิดก็ดําเนินคดีส่งอัยการสูงสุดเป็นผู้สั่งคดี อัยการสูงสุดท่านสั่งคดีฟ้อง ซึ่งขั้นตอนคดีนี้ตอนนี้อยู่ในชั้นศาลของสํานักงานอัยการคดีเศรษฐกิจทรัพยากร  

 

ส่วนสํานวนที่จับตัวผู้ต้องหาได้วันนี้ ผู้ต้องหาคือนายอภิศักดิ์ หรือสมควร บุญโต เป็นผู้ว่าจ้างให้ บริษัทชิปปิ้งดำเนินการพิธีทางศุลกากรเพื่อนำผ่านสินค้า โดยแจ้งรายละเอียดว่าเป็นเกล็ดตัวนิ่มไปประเทศลาวตกลงรับจ้างในราคา1หมื่นบาท  เป็นสํานวนที่ทางอัยการสํานักงานการสอบสวนที่ตั้งเป็นคณะทํางานขึ้นมา สอบสวนเองเลย โดยไม่มีตํารวจเข้ามาเกี่ยวข้อง เสนอสํานวนต่ออัยการสูงสุด

 

ซึ่งอัยการการสูงสุดเห็นว่าผู้ต้องหารายที่จับกุมตัวได้วันนี้เป็นผู้กระทําความผิดมีคําสั่งฟ้องในความผิดฐานร่วมกันนำของเข้าเพื่อการผ่านแดนหรือถ่ายลำโดย

หลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวกับของนั้น และร่วมกันพยายามนำผ่านซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนด หรือซากสัตว์ป่าควบคุม โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโดยไม่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ประจำด่านตรวจสัตว์ป่าตาม พรบ.ศุลกากร ฯ เเละ พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ,กฎกระทรวงการขอใบอนุญาตหรือใบรับรอง และการออกใบอนุญาต

หรือใบรับรองให้นำเข้า ให้ส่งออก หรือให้น้ำผ่านซึ่งสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชาก

ของสัตว์ป่าฯ ซึ่งเกล็ดลิ่นหรือตัวนิ่มนี้ ถือว่าอยู่ในสัญญาณไซเตสเพราะถือว่า เป็นสัตว์ป่า ที่ใกล้จะสูญพันธุ์แล้วอยู่ในบัญชีหมายเลข1 ของไซเตส

 

 

นายวัชรินทร์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวต่อว่า วันนี้เป็นวันที่เรารู้สึกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสํานักงานการสอบสวนของสํานักงานอัยการสูงสุด ครบวงจรที่สุดตั้งแต่ตั้งมา เดิมเราทําหน้าที่แค่สอบสวนคดีร่วมกับพนักงานสอบสวนตํารวจหรือดีเอสไอในเรื่องความผิดนอกราชอาณาจักร 

 

แต่การตรวจค้นจับกุม การสืบสวน เป็นหน้าที่ของตํารวจหรือดีเอสไอที่เราไปร่วมสอบ  

 

คดีนี้เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่เราทําการสืบสวนเอง และจับกุมตัวผู้ต้องหาเอง 

 

เดิมหมายจับนี้ที่เราขอเอง เเละได้ส่งไปยัง ผบ.ตร.เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2567 ให้จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหานี้มาพร้อมกับส่งหมายจับของศาลอาญาและตําหนิรูปพรรณของผู้กระทําความผิดไปแต่ยังไม่ได้มีการจับ

 

ทางอัยการสํานักงานการสอบสวนจึงได้ประชุมหารือกันว่าเราจะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เราจะลองใช้อํานาจตามหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย จากอัยการสูงสุด ตามกฎหมาย นอกจากสอบสวนแล้วเราจะไปสืบสวนว่าตัวผู้หาอยู่ที่ไหน และจับกุมตัว ซึ่งวันนี้ถือเป็นความสําเร็จที่ทางอัยการสํานักงานการสอบสวนได้ปฏิบัติครบวงจรในเรื่องของการสืบสวนและสอบสวน ก็ได้ดําเนินการ จนครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการสอบสวนด้านการสืบสวน การตรวจค้นและการจับกุม

 

ก็หวังว่าเรื่องนี้จะคดีนําร่องที่เรากําลังจะฝึกฝนทางอัยการหรือเจ้าพนักงานคดีของเราที่พอมีอยู่ให้มีประสิทธิภาพในการทําหน้าที่ดังกล่าวได้ เพื่อที่จะดําเนินการให้ได้เหมือนกับคดีนี้ 

 

อย่างไรก็ตามในคดีต่อไป เราต้องดูในเรื่องของคดี เพราะบางคดีผู้ต้องหาจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพล หรือว่าผู้ที่สามารถใช้อาวุธปืน วัตถุระเบิด เราจะใช้ดุลพินิจว่าทางทีมงานเราจะเข้าไปถึง จุดนั้น เเละเป็นการเสี่ยงภัยหรือไม่ต้องอย่าลืมว่าทางอัยการและเจ้าพนักงานคดี

ไม่ได้ถูกฝึกมาในด้านนี้  

 

ความจริงทางเรามีความประสงค์ที่จะขอให้มีการเปิดตําแหน่ง เจ้าหน้าที่สืบสวนโดยตรง ที่จะทําหน้าที่แบบวันนี้ ถ้าเราได้เจ้าหน้าที่สืบสวนโดยตรง ในการทํางาน คิดว่าศักยภาพของอัยการสอบสวนในประเทศไทยจะเทียบเท่ากับอัยการสากล ดังเช่นประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เเละจีน เอาเฉพาะในเอเชียไม่รวมถึงในอเมริกา เพราะของอเมริกานั้นถือว่าอํานาจขององค์กรอัยการเป็นอํานาจที่ยิ่งใหญ่มาก

 

ซึ่งถ้าเราได้คนที่มีความสามารถในการจับกุมการสืบสวนมาร่วมงานกับเราจะสามารถทําคดีได้อีกมากมาย  ที่จะประสบความสําเร็จในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้  ส่วนเรื่องสเป๊ค เราเคยกราบเรียนผู้บังคับบัญชาระดับสูง ว่าเราต้องการประเภทแบบวันนี้คือคนที่อยู่กับ สามารถไปจับกุม ตรวจค้นได้ ไปลุยกับเราในงานสืบสวนได้ นี่แหละสิ่งที่สํานักงานอัยการสอบสวนต้องการ วันนี้เราได้แสดงประสิทธิภาพให้เห็นว่าภายใต้คนที่มีอยู่ในจํานวนไม่มาก เจ้าพนักงานคดีที่เราพอมีอยู่เราสามารถดําเนินการได้ เเต่มันยังเป็นคดีเริ่มต้น ซึ่งผู้ต้องหาไม่ได้เป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังพิเศษ ถ้าเป็นผู้ต้องหาที่มีอาวุธปืน หรือว่า เป็นผู้ต้องหาที่น่ากลัวเป็นมือปืนรับจ้างหรือผู้ทรงอิทธิพล ตนก็จะไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าไปเสี่ยงอย่างแน่นอน ก็จะต้องยืมมือ หรือขอความร่วมมือจากตํารวจหรือดีเอสไอ ที่มีอํานาจในการใช้อาวุธมากกว่าทางอัยการ 

 

เรื่องนี้เป็นการนําร่องให้เห็นศักยภาพที่เราทําได้ ผมก็ได้เสนอทางผู้บัญชาในการผลักดันให้เห็นความจําเป็นจริงๆว่างานการสอบสวนของเรา  ถ้าเราไม่มีคนที่ทําหน้าที่ในการสืบสวนช่วยในการจับกุมตรวจค้น

คดีก็จะเป็นอย่างที่เห็น อาจจะล่าช้า อาจจะไม่มีการติดตามได้ แต่ถ้าเรามีหน่วยนี้ เกิดขึ้น 

 

ไม่ต้องให้เราเยอะหรอกครับ เราขอวันนี้สัก 20 คนเนี่ยเราถือว่าเราได้คนที่ทําหน้าที่นี้มาคดีที่อยู่ในมือเราที่เราเราได้รับผิดชอบเนี่ยนะครับจะประสบความสําเร็จอีกมาก

 

“สเปคเบื้องต้นที่ต้องการเราเทียบเคียงจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2547 ก็คือการรับโอนจากตํารวจ ,ทหาร ,ปปง.,ปปส,เข้ามา อันนี้คือรับมาปุ๊บ สามารถทํางานได้เลยนะครับ ไม่ต้องมาฝึกมาก และหลังจากนั้นก็รับสอบเข้ามาอันดับแรกที่เราอยากได้คือที่ ฝึกอาวุธได้ หรือว่ามีหน้าที่ในการสืบสวน ตรวจค้นได้คือจริงๆทางคณะกรรมการอัยการได้มีมติอนุมัติให้เราถึง 53 คนด้วยกัน แต่อันนี้คือความหวังของผมในฐานะ อธิบดีอัยการที่รับผิดชอบก็ขอว่าถ้าไม่ได้53 คน ขอ 20 คนก็ยังมีเพิ่มมาทําหน้าที่ดังกล่าว“ อธิบดีอัยการสอบสวนระบุ 

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเอง

คดีเเรกในประวัติศาสตร์ อัยการสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเอง

ข่าวล่าสุด