อดีตตลก.เสนอ โครงสร้างอำนาจประเทศแนวใหม่ เเก้ปัญหาชาติถอยหลัง
26 พ.ย. 2568

อดีตตุลาการเสนอ โครงสร้างอำนาจประเทศไทยแนวทางใหม่ เเก้ปัญหาซื้อเสียงพาชาติถอยหลัง 30 ปี เเยกบริหารจากนิติบัญญัติเด็ดขาด ห้ามสว.เลือกนายกฯไม่ให้ สส.เป็น รมต.
ข่าว
26 พ.ย. 2568

อดีตตุลาการเสนอ โครงสร้างอำนาจประเทศไทยแนวทางใหม่ เเก้ปัญหาซื้อเสียงพาชาติถอยหลัง 30 ปี เเยกบริหารจากนิติบัญญัติเด็ดขาด ห้ามสว.เลือกนายกฯไม่ให้ สส.เป็น รมต.
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ดร.เกษม ศุภสิทธิ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา ข้าราชการบำนาญศาลยุติธรรมได้ให้ความเห็น ประเด็นเรื่องโครงสร้างอำนาจประเทศไทยแนวทางใหม่ ว่าตามที่ได้เห็น สภาพปัญหาของบ้านเมืองในอดีตจวบจนถึงปัจจุบันที่ไม่สามารถพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนนานาอารยประเทศอื่นได้
พรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อได้รับเลือกเข้ามาก็ไม่สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง เมื่อเข้ามาบริหารบ้านเมือง ก็ไม่สามารถที่จะนำนโยบายมาสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้ และมีการผลัดเปลี่ยน ตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำประเทศอย่างต่อเนื่อง ก่อเกิดปัญหาความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกระทบกับการลงทุนและเศรษฐกิจภายในประเทศก่อให้เกิดความยากจนของประชาชน
และปัญหาเช่นนี้ ยังคงดำรงอยู่มาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน และปัญหานี้ยังคงต้องส่งผลต่อไปในอนาคตอีกนับ20- 30 ปี
หากเกิดสภาพปัญหาเช่นนี้ต่อไปประเทศชาติของเรา ซึ่งต้องส่งมอบเป็นมรดกของลูกหลานจะคงอยู่ได้อย่างไรปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น
ตนมีความเห็นว่า เกิดจากปัจจัยเรื่องของโครงสร้างอำนาจของประเทศไทย จึงขอเสนอความคิดในเรื่อง “โครงสร้างอำนาจประเทศไทยแนวทางใหม่ ” ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัว ดังนี้
1. พรรคการเมือง ควรทำหน้าที่ “เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ” เท่านั้น
1.1 พรรคการเมือง ทำหน้าที่ส่งผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จำนวน 500 คน (หรือตามจำนวนที่เหมาะสม)ให้ประชาชนเลือกตั้งไปทำหน้าที่เฉพาะด้านนิติบัญญัติเพื่อเสนอออกกฏหมาย ใช้บังคับกับคนในสังคม เท่านั้น
1.2 พรรคการเมืองไม่มีสิทธิ์ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส)ของพรรคตนเองไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งนี้เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติ แยกออกจากฝ่ายบริหารอย่างแท้จริง
1.3 เมื่อพรรคการเมือง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เพียงฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น ปัญหาเรื่องของการซื้อขายเสียงเพื่อให้ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมลดน้อยลงไป เพราะสภาพปัญหาในปัจจุบันนั้นพรรคการเมืองต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาให้มีจำนวนมากที่สุดเพื่อที่จะไปใช้มือของ ส.ส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของพรรคตัวเองเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ แต่เมื่อพรรคการเมืองมีหน้าที่หาเสียงให้ประชาชนเลือกตั้งเข้าไปเพื่อทำหน้าที่เฉพาะ“ฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น” ปัญหาเรื่องการซื้อเสียงจะน้อยลงไป
2. สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว) ทำหน้าที่ช่วยกลั่นกรองกฎหมาย
ควรมาจากการแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎร(จำนวนคนตามที่เห็นสมควรเหมาะสม)โดยคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิในทุกๆด้าน และสมาชิกวุฒิสภาควรทำหน้าที่เป็นเฉพาะ “ผู้กลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น ”
3.ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี(ฝ่ายบริหาร)ควรมาจากบุคคลที่เสนอตัว โดยคัดเลือกจากผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจากนั้นเสนอความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) มาจากประชาชนที่เลือกตั้งเป็นตัวแทนของตนเอง
ความหมาย คือ ประชาชนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส) จากนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ
แต่สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว) ไม่มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี เพราะสมาชิกวุฒิสภา มาจากการแต่งตั้งจึงไม่ใช่เป็นตัวแทนของประชาชนอันแท้จริง เพราะไม่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
4. ศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีการปรับเปลี่ยนเชิงอำนาจตามบริบทของโครงสร้างอำนาจประเทศไทยแนวทางใหม่
5. องค์กรอิสระได้แก่ ปปช. และ กกต. อาจมีการปรับเปลี่ยนเชิงอำนาจตามบริบทของโครงสร้างอำนาจประเทศไทยแนวทางใหม่
“โครงสร้างอำนาจของพรรคการเมืองในปัจจุบันทำหน้าที่ เป็นทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร นั้นก่อให้เกิดปัญหาในเชิงการบริหารชาติบ้านเมือง”
จากสภาพปัญหาดังกล่าวจึงมีความเห็นว่า “ควรแยกอำนาจของพรรคการเมืองให้ไปทำหน้าที่เฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น ”
ส่วนอำนาจการบริหารนั้น ผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ( ต้องไม่ใช่ ส.ส.)
ได้รับการโหวตลงมติเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนั้น ต้องได้ผ่านความเห็นชอบจาก สภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)เท่านั้น
และมีความพร้อมในเรื่องของ“ภาวะผู้นำ”ในการที่จะนำอำนาจบริหารไปใช้บริหารชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
“เมื่อได้แยกอำนาจนิติบัญญัติ ออกจากอำนาจบริหารโดยเด็ดขาดแล้ว ” ปัญหาเรื่องการซื้อเสียงเพื่อที่จะให้ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มากที่สุดเพื่อที่จะหัวหน้าพรรคการเมืองของแต่ละพรรคการเมืองก้าวสู่ การเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็จะหมดสิ้นไป ปัญหาการซื้อเสียงในประเทศชาติก็จะลดน้อยลง
ซึ่งข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนในเรื่องของ“โครงสร้างอำนาจของประเทศไทยแนวทางใหม่ ” ด้วยผู้เขียนหวังว่าประเทศชาติของเรานั้นจะได้เจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง
มีการเมืองที่มั่นคง และความสุขของคนในชาติกลับคืนมา“เพื่อส่งมอบให้กับลูกหลานของพวกเราต่อไปและมีความเจริญเหมือนนาอารยประเทศ
ข่าวล่าสุด