ต่อมาร้อยตำรวจเอกโชคชัย สิทธิผลกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน เนื่องจากการสอบสวนคดีดังกล่าวมีผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้การตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน ตามมาตรา 31 แห่ง พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นคณะทำงาน ประกอบด้วย
1.ร้อยตำรวจเอก โชคชัย สิทธิผลกุล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน
2 .นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวนเป็นหัวหน้าคณะทำงาน
3.นางสาววณี เกษตรธรรมอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน5 เป็นคณะทำงาน
4.นายฉัทปณัย รัตนพันธ์อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 2 เป็นคณะทำงาน
5.ร้อยตำรวจโทโสภณ เกษมพิบูลย์ไชย อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 เป็นคณะทำงาน
6.นายธีรัช ลิมปยารยะ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน5 เป็นคณะทำงาน
7.นางสาวทักษอร สุวรรณสายะ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน5 เป็นคณะทำงาน
8.นายเทพสิทธิ์ เกียรติเดชปัญญา อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงกงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน1 เป็นคณะทำงาน
9.นางสาวบุษยภา เมณฑกา อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 5 เป็นคณะทำงานและเลขานุการ
ให้มีอำนาจหน้าที่ ให้เข้าดำเนินการตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนในทันที เพื่อให้เป็นไปตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด จนเป็นที่มาการประชุมหารือคดีในวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนคดีเป้รักผู้การภาค1 เดิมที่มี นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน ฉายาอัยการเอฟบีไอ กับ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบที่ผ่านมาโดยใช้ช่วงเวลาประมาณ 1 ปีกว่าในการสรุปสํานวน เนื่องจากเอกสารพยานหลักฐานมีจำนวนมาก
โดยเมื่อช่วงปลายเดือน ส.ค.2567 ทางคณะทำงานตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน และคณะพนักงานสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้อง เเละนำตัวผู้ต้องหา30กว่าคนไปส่งพนักงานอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริตฯ พิจารณายื่นฟ้อง โดยมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ตามข้อหาแบ่งเป็นกลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 เป็นตำรวจตัวการ 16 ราย ความผิดข้อหา เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ มาตรา 149, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ชอบ มาตรา157, พ.ร.บ. ป.ป.ช. และพ.ร.บ.อุ้มหาย กล่าวคือถ้ามีการจับผู้ต้องหาได้ จะต้องนําส่งพนักงานสอบสวนในท้องที่รับผิดชอบการสอบสวน แต่ถ้าไม่ได้นําส่ง หรือแจ้ง จะถือว่าเป็นการผิด
กลุ่มที่ 2 เป็นพลเรือน ความผิดข้อหาสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่, สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ แสดงตัวเป็นตำรวจ และ พ.ร.บ.อุ้มหาย จำนวน 3 คน
กลุ่มที่ 3 เป็นพลเรือน ความผิดข้อหาสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และพ.ร.บ.อุ้มหาย จำนวน 10 คน
กลุ่มที่ 4 เป็นตำรวจไซเบอร์ 2 นาย กรณีการเข้าจับกุม แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของผู้เรียกรับผลประโยชน์ ความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157
โดยมีการสั่งไม่ฟ้อง 3 คน คือ แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี 2 นาย และพลเรือน 1 คน ชื่อ นายนันทวัต เพราะจากการตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วพบว่าทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ส่งไปให้ ผบ.ตร.พิจารณาทำความเห็นว่าจะมีความเห็นเเย้ง หรือไม่