เมื่อถามว่า ภรรยาทนายตั้มมีชื่อในแพลตฟอร์มออนไลน์หรือไม่
ทนายอาคม บอกว่า ตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่า ไม่มีรายชื่อ หรือไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งคุณเดือนมีเพียงชื่อที่เป็นผู้ถือหุ้นใน บริษัท ษิทรา ลอว์เฟิม เท่านั้น จำนวน 45% ส่วนอื่นๆคุณเดือนไม่ได้มีชื่อ
และเมื่อถามว่าจากที่คุยวันนี้ทนายตั้มมีท่าทีปกติหรือไม่ หลังจากที่ไม่ได้คุยกันมานาน
ทนายอาคม บอกว่า ท่าทีของทนายตั้ม เหมือนอยากได้คำแนะนำในแง่การต่อสู้คดีมากกว่าคำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบรรเทาโทษ
เมื่อถามว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาเจอกันหลังจากที่มีปัญหา แตกคอกัน
ทนายอาคม บอกว่า จะใช้คำว่า แตกคอมันอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่บางเรื่องมันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่ในฐานะคนรู้จักกันและตนเป็นพี่มัน ก็ทำได้แค่ให้สติ
ว่าเราทำอะไรลงไปเราต้องรู้ตัว และเราเป็นผู้มีวิชาชีพกฎหมายควรจะใช้เพื่อความประโยชน์ของประเทศ
เมื่อถามว่าแนวโน้มทนายตั้มจะยอมรับสารภาพหรือไม่
ทนายอาคม บอกว่า ดูแล้วทนายตั้มจะสู้หัวชนฝาแน่นอน ตนมองว่ามันเป็นข้อเสียแน่นอน หนทางในกระบวนการยุติธรรมมันมีแค่ซ้ายกับขวา ไม่แพ้ก็ชนะ
ผมได้คุยกับเขาเรื่องคลิปพี่อ้อยที่คุยกับคุณสนธิเมื่อวานนี้ ว่า มันไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีของทนายตั้ม เพราะว่าหลักของฉ้อโกง โดยทุจริต หลอกลวงปกปิด ความจริงอันควรบอกในที่แจ้ง ตรงนี้อาจไม่มีพฤติกรรมของทนายตั้มเข้าไปเกี่ยวในเงิน 39 ล้าน
แต่ที่จะเกี่ยวคือการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินเพื่อตนเองหรือบุคคลที่สาม คำว่าบุคคลที่สาม น่าจะไปเกี่ยวข้องกับทนายตั้ม
และคดีของคุณเดือนไปเกี่ยวข้องในขั้นตอนการไปรับโอนกรรมสิทธิ์ ถ้าบอกในแง่ของกฎหมายการกระทำมันมีองค์ประกอบอยู่ 2 องค์ประกอบ คือ ภายนอกและภายใน ภายนอกคือการลงลายมือชื่อรับโอนนั้นต้องเกิดขึ้นจริง ส่วนองค์ประกอบภายใน ต้องดูว่ามีเจตนาที่จะไปทำความผิดหรือไหมรู้หรือไม่รู้ซึ่งกระบวนการนี้ต้องไปตรวจสอบ
เมื่อถามว่าทำไมทนายตั้มถึงไม่รับสารภาพ เพื่อบรรเทาโทษให้ภรรยา ถ้าหากมีความเป็นห่วงภรรยา
ทนายอาคม บอกว่า ทนายตั้มเป็นห่วงภรรยา แต่ส่วนนี้มันต้องแยกกัน มันคนละเรื่องกัน การกระทำของภรรยาและการกระทำของทนายตั้ม แต่ที่ตั้งข้อสังเกตคือทั้งสองคนเป็นสามีภรรยาจะไม่มีการรับรู้อะไรเลยเหรอ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่องพินัยกรรม ทนายตั้มยอมรับว่ามีชื่อเขาเป็นผู้จัดการมรดกจริง แต่จำไม่ได้ว่าเป็นฉบับที่ 1 หรือฉบับที่ 2 เนื่องจากว่ามีการแก้ไขหลายครั้ง และยังบอกอีกว่ามีการฉีกทำลายแล้ว
ส่วน GPS ที่ติดมากับรถเบนซ์ ทนายตั้มยืนยันว่าไม่ได้มีการล็อกอินเข้าไป หลังจากที่มีการส่งมอบรถไปแล้ว และในโทรศัพท์ของทนายตั้มก็ไม่มีแจ้งเตือนหรือแอพพลิเคชั่นของรถเบนซ์ ซึ่งตนได้ถามว่าทำไมในสัญญา GPS ที่จดทะเบียนกับรถเบนซ์ถึงเป็นชื่อของทนายตั้ม ทนายตั้มก็บอกว่าไม่ทราบอาจจะเป็นเรื่องที่ทางเต้นท์รถดำเนินการให้
ทนายอาคม ยังบอกอีกว่า ตนได้เล่าให้ทนายตั้มฟังว่ามีข่าวออกว่า ทนายตั้มมีการวางแผนลวงพี่อ้อยไปฆ่า ทนายตั้มฟังแล้วก็ไม่ได้ตกใจ ก็บอกว่าไม่ได้คิดที่จะไปทำแผนประทุษกรรมอะไรแบบนั้น
ซึ่งตนยังตั้งขอสังเกตอีกว่า พฤติกรรมหลายพฤติกรรมมันน่าสงสัยตั้งแต่สัญญาพินัยกรรม การโอนเงิน การใช้เงิน มันส่อพิรุธไปในทางที่ไม่เป็นผลดีกับทนายตั้ม
ส่วนเรื่องการพาไปที่จุดอับสัญญาณโทรศัพท์ ในที่ต่างๆ นายตั้มบอกว่าไม่ได้ไปไม่มีการเดินทางไป
เมื่อถามว่ามีการชวนไปจริงหรือไม่
ทนายอาคม บอกว่า เมื่อเวลาที่พี่อ้อยมาเมืองไทยก็จะมีโปรแกรมไปเที่ยว ว่าอยากไปไปเที่ยวไหน อาจจะมีการนำเสนอแต่สุดท้ายก็อยู่ที่พี่อ้อยเป็นคนเลือก
ส่วนทนายเกิดผลที่มาด้วยในวันนี้ไม่ได้เข้าเยี่ยมเนื่องจาก เป็นกฎระเบียบของทางราชทัณฑ์หากอยู่ในรายชื่อหรือได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความก็ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้
เมื่อถามว่าทนายตั้มทราบหรือไม่ว่าทนายเกิดผลมาเยี่ยม
ทนายอาคม ตอบว่า ทนายตั้มก็แค่รับทราบเท่านั้น และตนได้ยื่น ใบแต่งตั้งทนายความให้ไปด้วย (ยังไม่มีมีการเซ็นอะไรเกิดขึ้น)
เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ว่าทนายสายหยุดจะรับทำเงินคดี 39 ล้าน หรือไม่
ทนายอาคม บอกว่า เท่าที่ตนคุยกับทนายสายหยุด ว่าถ้าพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าทนายตั้มมีส่วนร่วมกับเงิน 39 ล้าน ทนายสายหยุดก็จะไม่รับทำ
เมื่อถามว่าถ้าหากสุดท้ายแล้วทนายตั้มมาร้องขอให้ทนายอาคมมาช่วยทำคดี จะช่วยหรือไม่
ทนายอาคม บอกว่า ผมไม่ทำอยู่แล้วมันมีเหตุผลส่วนตัวระหว่างผมกับเขา และที่ผมโผล่มามานี่ก็มาแค่เรื่องเดียวเท่านั้น
เมื่อถามว่าเรื่องร้ายแรงขนาดไหนที่เกิดขึ้นระหว่างทนายอาคมและทนายตั้ม
ทนายอาคม เผยตบท้ายว่า เล่าไปแล้วรับไม่ได้แน่นอน หนักกว่านี้อีกเยอะเรียกว่าจะไม่เผาผีกันเลย
และผมคิดว่าคนที่จะคุยหรือคนที่รักมันเหลือน้อย แล้วที่ผมมาคุยกับมันก็ถือว่าเป็นบุญมันแล้ว