ดร.พงศ์ธร ยังยอมรับด้วยว่า ตนมีความสงสัยอีกว่า บริษัทดิไอคอน มีรายได้ส่วนอื่นเข้ามาในบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป ในลักษณะการฟอกเงินด้วย แต่แค่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ หากพูดไปก็จะเป็นการกล่าวหา ซึ่งเหตุผลที่ทำให้สงสัยก็เพราะ "จำนวนยอดเงิน คือ จำนวนคนเปิดบิล ยอดสมาชิก เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้สวนทางลดลง"
และสงสัยว่า 5-6 ปี ที่ทำกันมา ผลิตสินค้าไปเท่าไรชิ้นกันแน่ แล้วได้เงินสอดคล้องกับรายได้หมื่นล้านจริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้แต่มีเงินมาจริง ก็ต้องสงสัยว่า เงินไม่ได้มาจากการขายสินค้า แม้จะไปนับจำนวนบิลคอนเสิร์ต และอีเว้นต์แล้วก็ตาม
"ดังนั้นตำรวจควรจะมาไล่ตรวจสอบบัญชีจริงๆ ว่า ยอดขายกับยอดเงินตรงกันหรือไม่ ถ้ายอดไม่ตรงแต่มีเงินเกินก็ต้องสงสัยว่า เป็นเงินที่ผ่านการฟอกเงินมาหรือไม่"
ดร.พงศ์ธร ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า คนที่รับเงินเป็นคนเดียวเหรอ มีใครบ้างกันแน่ ส่วนบริษัทจะมีการจ่ายเงินให้ใคร ที่ตรวจสอบไม่ได้หรือไม่นั้น มองว่า ทุกอย่างตรวจสอบได้ แต่ไม่ตรวจสอบหรือไม่
นักวิชาการด้านการลงทุน ยังมองว่า กรณีธุรกิจลักษณะนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สาเหตุก็เป็นเพราะประชาชนไม่มีวิธีทำมาหากิน และไม่มีช่องทางรวย แล้วมิจฉาชีพก็เห็นว่า ช่องทางนี้เป็นช่องทางการหากินกับความหวัง ที่จะทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นและรวย จึงไปให้ความหวังกับพวกเขา โดยใช้ดาราเข้ามาเป็นการให้ความหวัง ใช้การหากินกับความหวังความเชื่อ และความรัก กับคนที่กำลังหมดโอกาส สำหรับคนที่ไม่มีช่องทาง และไม่มีความรู้ เมื่อเห็นแสงสว่างก็เดินเข้าไป
ดังนั้น หากจะให้คำแนะนำสำหรับประชาชน ที่อยากจะลงทุนในธุรกิจขายตรง แบบไม่ถูกหลอกนั้น ดร.พงศ์ธร บอกว่า 1.คงต้องให้ดูที่สินค้า หากจ่ายเงินไปต้องได้สินค้ามา “อย่าไปเชื่อคำว่า มีระบบไม่ต้องสต็อกของ เพราะถ้าจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้ของ ก็ต้องสงสัยว่าไม่มีของ”
2.ให้ดูว่าของใช้ดีจริงหรือไม่ ดูราคาเปรียบเทียบของแบบเดียวกันในตลาด ว่าจะขายได้จริงหรือไม่ เพราะคนที่ชวนไปลงทุนไม่ได้บอกว่า เงินที่ลงทุนไปจะได้เงินคืนวันไหน แต่เขามาโทษว่าที่ขายไม่ได้เพราะเป็นความผิดของคุณ ทำให้คุณรู้สึกผิด แต่เขาไม่พูดว่าของนี่ขายไม่ได้ ไม่โทษตัวเอง
3.ถ้าของมันดีมาก เขาจะมาบอกคุณทำไม จะมาแบ่งให้คุณทำไม ทำไมเขาไม่ขายคนเดียว แล้วทำแข่งในตลาดโลกเลย
รวมถึงเวลาจะทำอะไรอย่ารีบ อย่ากู้เงิน ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็อย่าลงทุน และอย่ารีบตัดสินใจเพราะถ้าให้รีบตัดสินใจ ก็ต้องสงสัยไว้ก่อนได้เลยว่ากำลังโดนหลอก เพราะถ้าหวังดีจริงๆ เขาจะปล่อยเวลาให้ได้ตัดสินใจ
ดร.พงศ์ธร ยังบอกอีกว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลก ที่เคยมีบริษัทชั้นนำแห่งหนึ่งถูกฟ้องว่า ไปให้ความหวังคนชนชั้นล่าง สต็อกสินค้า เป็นแบบพีระมิด และถูกกล่าวหาโดย กลต.สหรัฐ ว่า เป็นแชร์ลูกโซ่ และยังมีงานอีเว้นต์ เหมือนดิไอคอน
ซึ่งตนอยากฝากไปถึงภาครัฐว่า ประเทศไทย ควรมีกฎหมาย ที่เรียกว่า IDS Income Decoration Statement เพราะถ้าต้องการเข้าไปในเครือข่ายนี้ จะต้องเปิดเผยข้อมูลระดับแม่ขายแต่ละคนมีใครบ้าง มีรายรับเท่าไรบ้าง และในบริษัทมีกี่คน แล้วมีคนที่ประสบความสำเร็จกี่คน เพื่อให้มาประกอบการตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ เพราะในต่างประเทศมีใบเปิดเผยสถานะทางรายได้รับ ของคนที่อยู่ในเครือข่ายว่า จ่ายได้เท่าไรอยู่ เลเวลไหนแล้วถึงจะได้รับเงิน และการสัมมนาควรจะอธิบายเรื่องแบบนี้ว่า ขายได้เท่าไรจะได้แบบนี้แล้ว ขายแบบไหนถึงจะได้เท่านี้ ไม่ใช่มาขายฝัน แต่ที่ผ่านมาในประเทศไทยบอกไม่หมด
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้คนกลัวการลงทุน เพราะคนที่เข้ามาหลอกเขาเก่ง จะเข้ามาหลอกในวันที่ตัวคุณลำบาก ประเทศของเราเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนไม่ได้มีโอกาสในการรวย ถ้ามีคนมาบอกวิธีรวย คนก็มีความฝัน มันถึงวนไปวนมาแค่เปลี่ยนตัวละครเท่านั้น ซึ่งมองว่าหากจะให้คนกลัวจริงๆ ต้องจัดการคนที่กระทำความผิดให้เด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้คนรู้สึกว่าทำแล้วติดคุกแปปเดียวก็ออกมาได้ใช้เงิน
ดร.พงศ์ธร ยังให้ความรู้ไว้อีกว่า กรณีที่มีการออกมาให้ข้อมูลว่า ดิไอคอรอปลงสกุลเงินให้คริปโคไปอีกสกุล 8,000 กว่าล้านบาทนั้น เป็นไปไม่ได้เลย เพราะยังไง ก่อนที่จะไปแปลงเป็นคริปโต เงินจะต้องเป็นเงินบาทมาก่อน คนไม่เข้าใจเรื่องคริปโต จึงพยายามโทษว่า ฟอกเงินด้วยคริปโต ดังนั้นคงต้องดูวอเล็ตว่า เป็นวอเล็ตออนไลน์ หรือฮาร์ดวอเล็ตที่เป็นของดิไอคอนจริงหรือไม่ หรือเป็นของ exchange