“ทนายนิด้า” มอง "ว.วัชรเมธี" แค่พรีเซ็นเตอร์
ต่อมาเมื่อเวลา 22.09 น. วันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา “ทนายนิด้า” ได้โพสต์ข้อความมองว่า จะเอาผิด “ว.วชิรเมธี” ฐานะตัวการแชร์ลูกโซ่ต้องพิสูจน์เจตนา มองว่าเข้าข่ายเป็น “พรีเซนเตอร์ ที่ไม่ใช่ระดับบอส” โดยมีรายละเอียดระบุว่า...
“ ในส่วนของพระวอ จะเอาผิดในฐานะตัวการแชร์ลูกโซ่หรือผู้สนับสนุนในแชร์ลูกโซ่ ต้องพิสูจน์เจตนาพระวอ ให้ได้ว่าในขณะพระพูดนั้นพระทราบว่า the icon คือแชร์ลูกโซ่ หากพูดไปโดยไม่ทราบว่า the icon คือแชร์ลูกโซ่
ต่อให้มีลักษณะเชิญชวนมาเป็นครอบครัว the icon ก็ไม่อาจผิดได้เพราะขาดเจตนา ซึ่งการกระทำความผิดอาญานั้นจะขาดเจตนาไปไม่ได้เลย เว้นแต่กฎหมายจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น
การที่พระวอ จะบอกว่าในขณะที่พูด ไม่มีเจตนาเพราะไม่รู้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ก็ค่อนข้างมีน้ำหนักว่าไม่ทราบได้ เพราะขนาดคนมีสี ข้าราชการทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่ครอบครัวนักกฎหมายเองบางคนควรรู้ยิ่งกว่ายังไม่รู้เลยว่ามีลักษณะลูกโซ่จริงและไปเป็นเครือข่ายอยู่ และความก็เพิ่งมาแตกว่าเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ เพราะเมื่อไม่นานมานี้มันมีคนมาให้ข้อเท็จจริงกันไปในทิศทางเดียวกันเป็นจำนวนมากออกสู่สาธารณะนี่เอง
ส่วนตัวไม่มองอะไรแบบไม่เป็นธรรม โดยจะไม่เอาความชอบหรือไม่ชอบมาบอกว่ากรณีใดเข้าข่ายผิดกฎหมายใดหรือไม่ผิด และไม่ยัดเยียดข้อเท็จจริงเกินไปกว่าความเป็นจริง แต่พิจารณาตามเหตุและผล และตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
กรณีดังกล่าวพระวอเทียบได้กับพรีเซนเตอร์ที่ไม่ใช่ระดับบอสนะ
ในส่วนของบอสดารา ที่อ้างว่าเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยและเป็นบอสด้วย จะมีหน้าที่ในการโปรโมทด้วย ชักชวนคน สนับสนุน the icon ต่อประชาชน เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกโดยมีวัตถุประสงค์คือผลประโยชน์จากส่วนแบ่งกำไรจากจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น จึงมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งยวดขึ้นไปในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงเกี่ยวกับระบบภายในของ the icon ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีลักษณะฉ้อโกงหลอกลวงหรือไม่ กลยุทธ์ของบริษัทคืออะไร
ส่วนพรีเซนเตอร์สินค้า จะมีหน้าที่แค่โฆษณาตัวผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จัก ดังนั้นเพียงการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ปลอดภัย ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็พอจะมองว่าสุจริตได้แล้ว ไม่ถึงขนาดว่าต้องรู้ว่ากลยุทธของบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์เป็นยังไง เพราะก็ไม่มีหน้าที่ชักชวนสมาชิกมาลงทุนและก็ไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากค่าตัวที่แน่นอนการจะเอาผิดพรีเซ็นเตอร์ที่ถือผลิตภัณฑ์ของ the icon แล้วกล่าวหาว่าเป็นตัวการร่วมในขบวนการแชร์ลูกโซ่หรือผู้สนับสนุนจึงเห็นว่าไกลไป
กลับมาในส่วนของพระวอ การรับเงินบริจาค 1,000,000฿ ก็ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าเป็นส่วนแบ่งรายได้จากการที่พระวอ ชักชวนสมาชิก ข้อความที่ปรากฏไม่ว่าจะรวยเร็วก็ the icon แล่ว ส่วนการอวยยศ the icon หรือการกล่าวหาว่าคนไม่เปิดใจ ไม่ปรับมายด์เซ็ท ไม่ลงคอร์สอบรมคือดักดาน ก็ยังไม่ชัดแจ้งว่าเป็นคำชักชวน ยังไม่ถือเป็นการชักชวนโดยตรง แม้จะมีคำไม่เหมาะสม หรือไม่ใช่กิจของสงฆ์ก็เป็นคนละเรื่องกันกับคดีอาญา
ดังนั้นจึงเห็นว่าพระวอและดาราที่เป็นพรีเซ็นเตอร์เฉยๆ ยังไม่เข้าข่ายที่จะเป็นตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนแชร์ลูกโซ่ของ the icon นั่นเอง
#ทนายนิด้า #theicon ”
หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไป เพจเฟซบุ๊ก “ออยศรีและผองเผือก” ได้เข้ามาตั้งข้อสังเกตุและคำถามกับ “ทนายนิด้า” โดยมีการตอบกลับกันดังนี้
ออยศรีและผองเผือก
"แล้วมองมั้ยว่า การที่บอสวอพูดเชียร์ขนาดนี้ เพราะทางบริษัทมีการสนับสนุนมากมาย รวมทั้งเงินสดทีละเป็นล้าน การพูดชวนเชื่อชวนเชียร์ อาจมาจากข้อแลกเปลี่ยนในลักษณะที่ไม่จำเป็นต้องตกลงกัน แต่รู้กันโดยปริยาย 
เมื่อบอส วอ พูดออกไป ก็มีผลประโยชน์ตอบรับกลับมา หรือจะเรียกกันว่าทำบุญ แต่ในอีกมุมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะใช่กิจของสงฆ์ ที่จะพูด เพราะด้วยความที่มีผู้ติดตาม มีคนเคารพเลื่อมใสจำนวนไม่น้อย ถือเป็นพระในลักษณะอินฟลูท่านหนึ่ง ถ้าบอกว่าการเทศนาจากเขามีผลต่อคนฟัง ดังนั้นการแนะนำธุรกิจจากเขาก็มีผลต่อคนฟังเหมือนกัน ซึ่งคำแนะนำทั้งหมดไม่น่าจะบัญญัติไว้ในพระพุทธศาสนา
ถ้ามองแบบนี้ได้ไหม ในมุมของออยนะ"
ทนายนิด้า
"ต้องนั่งคุยกันยาวเลย นัดมา 😂"
ออยศรีและผองเผือก
"ขอไปศาลก่อน ยังมีอีกหลายคดี 🤣🤣🤣"