ยอมรับว่า พนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำ ผู้บริหารและเหล่าดารา ทั้ง 6 คน ในฐานะผู้ต้องหา ตามที่มีผู้เสียหายแจ้งความกล่าวโทษ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 134 วรรคแรก ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสืบสวนสอบสวน ในการรวบรวมพยานหลักฐาน มาประมวลเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ และ คำให้การของผู้เสียหาย วัตถุพยานต่างๆ เพื่อพิจารณาข้อหาที่จะดำเนินคดีอีกที ซึ่งเราต้องพิจารณาให้รอบครอบ ทำอย่างตรงไปตรงมา
ด้าน พล.ต.ต.มนตรี เทศขันธ์ ผบก.ป. กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายไทย การจะดำเนินคดีกับใคร ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งเมื่อมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ เราจึงต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้กับทั้ง 6 คน ได้รับทราบว่ามีผู้เสียหายแจ้งข้อกล่าวหาเหล่านี้กับพวกเขา แต่ในส่วนของการพิจารณาข้อหาที่จะดำเนินคดี ขณะนี้ยังอยู่ในส่วนของการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งการจะพิจารณาข้อหา เราไม่ได้พิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว ต้องดูหลายๆอย่างให้รอบครอบรัดกุมทุกมิติ
ส่วนเรื่องที่ยังไม่มีการควบคุมตัวนั้น เพราะขั้นตอนในตอนนี้เรายังมีเพียงแค่พยานบุคคล การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงความผิดทางคดี หรือ ความบริสุทธิ์ได้ รวมถึงยังมีผู้เสียหายทยอยเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมเรื่อยๆ
ซึ่งตำรวจต้องพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องการใช้อำนาจตามมาตรา 134 จะมีผลกับเงื่อนไขการออกหมายจับหรือไม่นั้น ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกัน เราต้องมาพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆก่อน จึงจะพิจารณาว่าจะสามารถออกหมายจับได้หรือไม่
ยอมรับว่ายอดมูลค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คดีดังกล่าวเข้าใกล้หลักเกณฑ์การเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเราได้มีการประสานข้อมูลร่วมกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไว้บ้างแล้ว เชื่อว่าแม้จะเปลี่ยนมือแต่ก็ยังต้องทำงานร่วมกัน ไม่น่ามีผลกระทบต่อคดี ส่วนรายละเอียดคำให้การของผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีกลุ่มดาราที่เป็นพรีเซนเตอร์ ทยอยมาเข้าให้การเพิ่มเติมเรื่อยๆ