แต่จำเลยทั้งสิบได้ตรวจค้นจับกุมโจทก์พร้อมตรวจยึดทรัพย์สิน โดยโจทก์ได้โต้แย้งและคัดค้านทรัพย์สินบางรายการไม่ได้เกี่ยวข้องตามข้อหาแต่อย่างใด และทรัพย์บางรายการก็เป็นของใช้ส่วนตัวของโจทก์ และบางรายการก็เป็นของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่จำเลยทั้งสิบคนกลับกระทำการบังคับ ขู่เข็ญ ให้โจทก์จำยอม และบังคับยึดทรัพย์ต่าง ๆ ไปโดยไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียแก่โจทก์และบุคคลอื่น
โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 7 ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ ประกอบข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าพนักงานคดีตามรายงานเจ้าพนักงานคดีแล้วเห็นว่า คดีมีข้อเท็จจริงที่สามารถวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดกระบวนพิจารณาที่จะมีต่อไป และยกเลิกนัดกำหนดแนวทางไต่สวนมูลฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสิบได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบแล้ว การกระทำไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ชุดตำรวจที่ไปพัวพันคดีเว็บการพนัน เเละถูกจับกุมซึ่งเป็นลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องชุดพนักงานสอบสวนเเละชุดจับกุมหลายคดี เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องมาโดยตลอด
ทั้งนี้ สำหรับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ถือเป็นลูกน้องคนสำคัญของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับความไว้วางใจให้ถือเงินโดย พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ เป็นรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ ตามประวัติพบว่า เป็นนายร้อยตำรวจรุ่น 61 เส้นทางการทำงานผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วไม่น้อย เริ่มตั้งแต่ สว.สส.สน.พญาไท, สว.งานสายตรวจ 1กก.1 บก.จร. (ตรวจเหนือ), รอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ และที่สำคัญคือมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทำให้เป็นที่รู้จักของสื่อมวลชน