โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง สั่งจำคุก 12 ปี ไม่รอลงอาญา ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 12 ปี แต่จำเลยยื่นฎีกาต่อ
ซึ่งการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ ( 3 เม.ย.) ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายของ "อาม่าฮวย" เดินทางมาศาล พร้อมเปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า จำเลยขอต่อสู้ในข้อกฎหมาย ประเด็นว่าคดีลักทรัพย์บุพการี เป็นคดียอมความได้ รวมถึงจะต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน ซึ่งทาง อาม่าฮวย ก็ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน คดีจึงไม่ขาดอายุความ
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือพิจารณาเเล้ว พิพากษายืนจำคุกนางมาดี 12 ปี โดยไม่รอลงอาญา ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่ไม่เคยมีฎีกามาก่อน ในคดีเกี่ยวกับการลักทรัพย์บุพการี ที่จะต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน หลังมีคำพิพากษา ได้แจ้งผลคำพิพากษาให้แก่ อาม่าฮวยทราบแล้ว ซึ่ง อาม่าฮวย ก็ดีใจมาก และไม่กังวลใดๆ
นอกจากคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก นางมาวดี ถึงที่สุดในวันนี้เเล้ว ยังมีคดีที่ศาลอาญาพระโขนง คดีหมายเลขดำที่ 3228/2562 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และอาม่าฮวย เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง นางมาวดี กับพวกซึ่งเป็นพนักงานธนาคารรวม 5 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ปลอมแปลงเอกสาร ลักทรัพย์ จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาสุขุมวิท 101 และสาขาถนนศรีนครินทร์ กม.9 มูลค่าความเสียหายกว่า 250 ล้านบาท
โดยศาลอาญาพระโขนง ได้พิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1 มีความผิด ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม และลักทรัพย์ ทั้ง 2 ข้อหารวม 84 กระทงคง จำคุกจริงรวม 20 ปี และใช้เงินคืนแก่โจทก์ 123 ล้านบาท
จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานปลอม และใช้เอกสารปลอม จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา จำเลยที่ 2,3,5 ยกฟ้อง ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า คดีทั้งสองคดีเป็นคดีที่คลาสสิคมาก ทางในการนำสืบและในการอ้างพยาน ในการค้นคว้าพยานเอกสารพยานบุคคล
ในส่วนของคดีแพ่ง ทางธนาคารได้นำเงินมาวางไว้ที่ศาลประมาณเกือบ 200 กว่าล้านบาท เเล้วซึ่งเราสบายใจเเล้ว เพราะในส่วนดอกเบี้ยก็เดินไปเรื่อย ๆ โดยคดีเเพ่งอยู่ระหว่างอุทธรณ์ในส่วนคดีผู้บริโภค เเต่เงินอยู่ที่ศาล อย่างไรเราก็ได้เงินอยู่เเล้ว ในส่วนคดีอาญาอีกคดีที่มีการฟ้องพนักงานธนาคาร อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ทั้งนี้ ในส่วนของคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 66 ศาลแพ่งพระโขนงมีคำพิพากษา ให้ธนาคารดัง และ ลูกสาว ชดใช้เงิน 207 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยให้ "อาม่าฮวย" โดยแบ่งให้ธนาคารชำระเงิน 44,645,676.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากเงินต้น 33,668,516 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
โดยนับจากวันฟ้อง (19 พ.ย. 62) จนถึงวันที่ 10 เม.ย. 64 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยนับจากวันฟ้องเช่นกัน พร้อมทั้งให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยนับจากวันที่ 11 เม.ย. 64 จนกว่าจะชำระเสร็จ
นอกจากนี้ยังให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 117,097,573.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากเงินต้น 82,176,281.32 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยนับจากวันฟ้อง (19 พ.ย. 62) จนถึงวันที่ 10 เม.ย. 64 และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 64
อีกทั้งยังให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ชำระหนี้ข้างต้นจำนวน 34,881,691.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากเงินต้น จำนวน 82,176,281.32 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยนับจากวันฟ้อง (19 พ.ย.2562) จนถึงวันที่ 10 เม.ย. 64 พร้อมทั้งให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยนับจากวันที่ 11 เม.ย. 64 จนกว่าจะชำระเสร็จ
สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เม.ย. 64 เป็นต้นไป หากมีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ร่วมกันนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าทนายความ รวม 1 แสนบาท แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 ยกฟ้อง
สำหรับคดีนี้ ศาลได้พิเคราะห์จากการกระทำของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 ได้กระทำการละเมิดสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการเบิกถอนเงิน โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นหลังจาก "อาม่าฮวย" ล้มป่วย ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่า นางมาวดี ร่วมกับพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง จำนวน 2 คน เปลี่ยนแปลง ปลอมแปลง ลายมือชื่อ "อาม่าฮวย" เพื่อมอบอำนาจให้นางมาวดี มีสิทธิ์เบิกถอนเงินฝากกระแสรายวัน และกองทุนบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์จัดการเงินกองทุน อีกทั้งยังพบว่า มีการถอนเงินจากบัญชี และสั่งจ่ายเช็ค รวมถึงถอนเงินจากหน่วยลงทุน เข้าไปที่บัญชีของตัวเอง
นายอนันต์ชัย ยังฝากถึงธนาคารทุกแห่งให้ดูคดีนี้ไว้เป็นตัวอย่าง อย่าไปไว้ใจพนักงานของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำรอยขึ้นมาอีก