ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นสิทธิ์ที่จะได้รับอุปการะตามกฎหมาย ซึ่งอาจกำหนดให้ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่า ผู้ตายจะมีรายได้ หรือได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์หรือไม่ เมื่อพิเคราะห์ความสามารถ ในการประกอบอาชีพของผู้ตายได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ ทำกิจกรรมต่าง ๆ มีรายได้และช่วย อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ทางผู้ตายมีผลการเรียนระดับดีมาก
น่าเชื่อว่าหากยังมีชีวิต จะสามารถสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ประกอบกับ ขณะเกิดเหตุโจทก์มีอายุ 45 ปี จำนวนเงินค่าขาดการไร้อุปการะที่โจทก์ขอมา จำนวน 1,952,400 บาท จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมตามพฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งการละเมิดแล้ว
เห็นสมควรกำหนดค่าขาดไร้แก่โจทก์ เป็นเงิน 1,952,400 บาท และที่โจทก์ขอเรียกร้องค่าเสียหายต่อจิตใจ กฎหมายแพ่งมาตรา 446 มิได้ให้สิทธิ์แก่ผู้เสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหม เพื่อความเสียหายทางจิตใจ จึงไม่อาจกำหนดให้ได้
ดังนั้นจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 2,072,400 บาท และโจทก์มีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ในอัตราที่กฎหมายกำหนด นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ
ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,072,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มี.ค. 2560 ถึงวันที่ 10 เม.ย. 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2564 หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา + ด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์