สำหรับคดีประวีณมัย ผู้ประกาศข่าว ที่โดนคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันควบคุมโทรศัพท์แล้วโอนเงินออกไปนั้น ถือได้ว่า คุณประวีณมัย รู้ตัวว่า ถูกหลอก และสามารถโทรศัพท์ไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุภัยทางการเงินของธนาคาร สายด่วนธนาคาร เพื่อระงับบัญชีม้าไว้ได้อย่างรวดเร็ว ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566
จากนั้นได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.ภาษีเจริญ ภายในเวลา 72 ซม. และพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือภายในเวลาไม่เกิน 7 วัน สั่งให้ธนาคารอายัดเงินไว้ ทำให้สามารถอายัดบัญชีได้ทันบางส่วน ก่อนมีการส่งเรื่องมาจาก บก.สอท.1 เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนต่อ
ขณะนี้ บก.สอท.1 ได้ดำเนินการอายัดบัญชีม้าทั้ง 6 แถว รวม 24 บัญชี ไว้ได้ และได้เรียกเจ้าของบัญชีทุก บัญชีให้มาชี้แจง เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาต่อไป
ทั้งนี้ได้ออกหมายเรียกและหมายจับไปแล้วกว่า 10 ราย และในวันเดียวกัน ได้รับแจ้งการถูกหลอกลวงแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินประมาณ 3 ราย หนึ่งในนั้นมีผู้เสียหายเป็นข้าราชการตำรวจ อยู่ที่จังหวัดเชียงราย มีผู้เสียหายในพื้นที่จังหวัดลำปาง ซึ่งทางพื้นที่ได้รับผิดชอบเรื่องคดีเรียบร้อยแล้ว และมีในพื้นที่ของ บก.สอท.3 อีก 1 คดี รวมมีผู้เสียหายถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกันประมาณ 10 ราย จากการตรวจสอบบัญชีม้าพบว่า กลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นกลุ่มเดียวกัน
ด้าน น.ส.ประวีณมัย กล่าวว่า คนร้ายได้ติดต่อมาหาตนผ่านช่องทาง LINE โดยอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ต้องการให้ตนอัปเดตข้อมูลที่ดิน โดยมีทางเลือกให้สามารถไปดำเนินการที่สำนักงานที่ดินจังหวัด ซึ่งจำกัดวันละ 50 คน หรือจะใช้ช่องทางออนไลน์ก็ได้ โดยเมื่อตนตกลงใช้บริการช่องทางออนไลน์
จากนั้นคนร้ายจะให้แอด LINE ที่ใช้ชื่อของกรมที่ดิน ก่อนทำทีคำแนะนำ ให้ลิงก์เว็บไซต์ปลอมของกรมที่ดิน และให้ลงทะเบียนบนหน้าเว็บไซต์ เพื่ออัปเดตข้อมูลที่ดิน โดยต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงตั้งรหัส pin 6 หลัก ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตนหลงเชื่อ คือ คนร้ายมีข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินของตนเองถูกต้องทั้งหมด ทั้งจำนวนระวางและเลขโฉนด
นอกจากนี้ ระหว่างการใส่ข้อมูลคนร้ายจะพยายามชวนคุย และให้ตนเองสแกนใบหน้า โดยอ้างว่า เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยจากหน่วยงานภาครัฐ และสังเกตเห็นว่า ระหว่างนั้นโทรศัพท์มือถือใช้งานไม่ได้ชั่วคราว
ทั้งนี้ จุดที่ทำให้ฉุกใจว่า อาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวง คือ คนร้ายให้ข้อมูลเรื่องภาษีเงินได้ไม่ถูกต้อง เมื่อขอชื่อคนร้ายไปตรวจสอบ ก็พบว่ามีชื่อเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกรมที่ดิน ในจังหวัดภูเก็ตจริง แต่ไม่ตรงกับข้อมูลที่คนร้ายอ้างว่า ตนเองเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินส่วนกลางที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ
จึงรีบหยุดดำเนินการ และรีบตรวจสอบเงินในบัญชีจำนวน 3 บัญชี พบว่ามียอดเงินที่โอนเข้าบัญชีตัวเองซึ่งเกิดจากคนร้ายขออนุมัติวงเงินสดเข้าบัญชีตนเอง ก่อนถอนเงินออกจากบัญชีไป รวม 3 บัญชี สูญเงินกว่า 1.2 ล้านบาท จึงรีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชี จากนั้นทางธนาคารได้ให้เคสไอดี เพื่อนำไปแจ้งความกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสืบสวนดำเนินคดี และในวันนี้ตนเองก็ได้นำข้อมูลของผู้เสียหายรายอื่นๆ มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
น.ส.ประวีณมัย กล่าวอีกว่า ถึงแม้จะรู้แล้วว่ามีมิจฉาชีพ แต่โอกาสของการพลั้งเผลอเกิดขึ้นได้ ซึ่งผู้เสียหายมีหลากหลายอาชีพ ใครที่มีความรู้ หรือใครที่อาจจะไม่รู้ ก็มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้เหมือนกัน เพราะความแยบยลของการก่อเหตุของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ฉะนั้นที่ทางตำรวจเน้นย้ำว่า “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ ส่วนตัวถือว่าเป็นบทเรียนจริงๆ เพราะมั่นใจมากว่าเราไม่มีทางที่จะโดนหลอกแน่ๆ เนื่องจากได้ติดตามเคสก่อนหน้านี้ที่ตำรวจเตือน หรือตนรายงานข่าวเอง ทำให้ทราบอยู่แล้วว่ามิจฉาชีพ ไม่ได้ทำง่ายๆ ต้องมีวิธีหลายขั้นตอน จึงเชื่อว่าจะไม่ถูกหลอกตามขั้นตอนนั้นๆ
แต่เมื่อมาเจอกับตัวเอง ทำให้รู้ว่ารูปแบบของมิจฉาชีพที่ทำให้เราเชื่อตั้งแต่แรกว่า เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน และมีข้อมูลที่ดินของเราครบหมด ประกอบกับเวลานั้นได้ทำงานอื่นไปด้วยจึงไม่ได้ตั้งใจดูหน้าจอโทรศัพท์ ยอมรับว่า ส่วนนี้เป็นบทเรียนที่พลาด จึงอยากเตือนว่ามิจฉาชีพมีวิธีการหลอกลวงให้เราหลงเชื่ออย่างแยบยล
ด้าน พล.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวว่า กลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นกลุ่มนายทุนต่างชาติที่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนแถบประเทศเพื่อนบ้าน ได้พยายามจ้างคนไทยบางคนที่เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวไปเป็นลูกจ้าง ในการเป็นพนักงาน และมีการใช้เงินซื้อข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าห่วง เพราะจากการสืบสวนพบว่า มีพนักงานบริษัท, ธนาคาร หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งไปหลงติดพนันออนไลน์ ก็จะแอบเอาข้อมูลมาขาย ในตลาดมืดของกลุ่มขบวนการที่ตำรวจกำลังสืบสวนอยู่
จึงอยากให้หัวหน้าหน่วย หรือหัวหน้าบริษัทต่างๆ ที่เก็บข้อมูลของประชาชน จะต้องมีมาตรการในการป้องกันข้อมูลรั่วไหล ตำรวจมีความพยายาม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในการปราบปรามกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สำหรับกรณีดังกล่าว ทางอธิบดีกรมที่ดิน ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาการควบคุมการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ให้มีความเหมาะสม และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ คนร้ายคอลเซ็นเตอร์มีการเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการติดตามมาตรการและนโยบายต่างๆ จากภาครัฐเพื่อนำไปใช้สร้างความเชื่อถือให้เหยื่อตายใจ ที่ผ่านมา ตำรวจได้พยายามสืบสวนติดตามจับกุมมาโดยตลอด แต่มักจะหยุดที่กลุ่มบัญชีม้า ซึ่งกลุ่มคนร้ายใช้วิธีว่าจ้างชาวบ้านหรือประชาชนในชนบทเปิดบัญชีให้
ส่วนบัญชีม้าแถวถัดไปมักถูกแปลงเงินเป็นสกุลดิจิทัลเพื่อโอนออกนอกประเทศทำให้การสืบสวนติดตามทำได้ยาก หลังจากนี้ตำรวจจจะมี การหารือกับภาคการเงินการธนาคาร เกี่ยวกับมาตรการหน่วงเวลาในการโอนเงินสกุลดิจิทัลออกนอกประเทศ เพื่อลดความเสียหายที่เกิดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์